การสังเคราะห์งานวิจัยผู้สูงอายุ

การสังเคราะห์งานวิจัยผู้สูงอายุ

ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ระหว่างปี 2549 - 2558[1]

โดย จตุรงค์ บุณยรัตนสุนทร และเบญจพร บัวสำลี[2] 

  1. ความเป็นมา

          องค์การสหประชาชาติ (United Nation: UN) และองค์การอนามัยโลก (The World Health Organization : WHO) ได้นิยามผู้สูงอายุว่า คือผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปี ขึ้นไป โดยองค์การอนามัยโลกได้แบ่งช่วงของผู้สูงอายุออกเป็น 3 ช่วงคือ ช่วงที่หนึ่ง เรียกว่า “The Elderly”เป็นช่วงอายุระหว่าง 60-75 ปี ช่วงที่สอง เรียกว่า “The Old” หมายถึง ช่วงอายุระหว่าง 76-90 ปี และช่วงสุดท้าย เรียกว่า “The Very Old” หมายถึง ช่วงวัยอายุตั้งแต่ 90 ปี ขึ้นไป (Cavanaugh,1997 : 13-15)      ผู้สูงอายุทั้ง 3 ช่วงวัย เป็นวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพที่ชัดเจน มีกำลังลดน้อยถอยลง ซึ่งเป็นไปโดยธรรมชาติ จึงเป็นบุคคลที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษจากบุคคลรอบข้าง จากครอบครัว ชุมชน หรือจากรัฐบาล (นภาพร ชโยวรรณ, 2542 : 2-3)

         สำหรับประเทศไทย จำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ทำให้ในปัจจุบันนี้ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้ว (Aging Society)  ดังจะเห็นได้จากจำนวนประชากรทั้งหมด 64.5 ล้านคน เป็นผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้น  9.4 ล้านคน  คิดเป็นร้อยละ 14.5 ของประชากร คาดว่าภายในปี 2568  หรืออีก 10 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged Society) โดยจะมีผู้สูงอายุประมาณ 14.4 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้นเกินร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด กล่าวคือจะมีผู้สูงอายุ 1 คน ในประชากรทุกๆ 5 คน 

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างระบบการคุ้มครองทางสังคม  การจัดสวัสดิการสังคม และการสนับสนุนทางสังคมต่อผู้สูงอายุ ซึ่งจะทำให้ผู้สูงอายุได้รับการยอมรับ ได้รับความรัก ความเอาใจใส่ รู้สึกมีคุณค่าในตนเอง อันจะทำให้ผู้สูงอายุสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างเหมาะสม จึงได้สนับสนุนให้หน่วยงานภายใต้สังกัดของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และสถาบันการศึกษาต่างๆ ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับผู้สูงอายุในมิติต่างๆ เป็นจำนวนมาก แต่ยังขาดการสังเคราะห์งานวิจัยหลายๆ เรื่องที่ทำเสร็จแล้ว จึงได้มีการจัดทำโครงการสังเคราะห์งานวิจัยด้านผู้สูงอายุในช่วงปี 2554 – 2558 ที่ดำเนินการโดยหน่วยงานภายใต้สังกัดของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และที่จัดจ้างให้สถาบันการศึกษาเป็นผู้ดำเนินการวิจัย โดยหวังว่าการสังเคราะห์งานวิจัยด้านผู้สูงอายุในช่วงเวลาดังกล่าวจะทำให้เกิดการถักทอหรือหลอมรวมองค์ความรู้ที่มีอยู่ที่เป็นระบบ อีกทั้งยังเป็นการยกระดับองค์ความรู้ให้เป็นองค์ความรู้ใหม่ที่สามารถนำไปใช้ในการกำหนดนโยบายและมาตรการต่างๆ เพื่อรองรับการเป็นสังคมผู้สูงอายุของประเทศไทยต่อไป

บทความนี้เป็นบทความที่สรุปจากรายงานการสังเคราะห์งานวิจัยด้านผู้สูงอายุของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พ.ศ. 2549 – 2558 ซึ่งใช้เป็นเอกสารประกอบการเสวนาเพื่อการจัดการความรู้ด้านผู้สูงอายุของคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์และสวัสดิการสังคม ซึ่งเป็นการสำรวจองค์ความรู้ด้านผู้สูงอายุที่มีอยู่ และหาโจทย์ใหม่ๆ สำหรับการวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้ด้านผู้สูงอายุต่อไป

  1. วัตถุประสงค์ของการสังเคราะห์งานวิจัย

1) เพื่อสังเคราะห์แนวคิดและทฤษฎีที่ใช้ในงานวิจัยด้านผู้สูงอายุของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ในช่วงปี 2549 – 2558

2) เพื่อสังเคราะห์ระเบียบวิธีการวิจัยที่ใช้ในการทำวิจัยด้านผู้สูงอายุของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ในช่วงปี 2549 – 2558

3) เพื่อสังเคราะห์ข้อค้นพบและข้อเสนอแนะจากงานวิจัยด้านผู้สูงอายุแต่ละเรื่องโดยมุ่งหาข้อค้นพบ และข้อเสนอแนะที่เป็นองค์ความรู้ใหม่

  1. ขอบเขตของการสังเคราะห์งานวิจัย

          3.1 ขอบเขตด้านเนื้อหา มุ่งเน้นการสังเคราะห์องค์ความรู้จากงานวิจัย 4 ด้าน คือ (1) ภารกิจที่รัฐต้องดำเนินการเพื่อให้ผู้สูงอายุมีหลักประกันในการดำเนินชีวิต ได้แก่ รูปแบบการจัดบริการสังคมแก่กลุ่มผู้สูงอายุ  การจัดสวัสดิการที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุในแต่ละช่วงวัย และระบบการดูแลระยะยาว  รูปแบบการเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่วัยผู้สูงอายุอย่างมีส่วนร่วม  รูปแบบการใช้ประโยชน์จากภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อการจัดสวัสดิการสังคมอย่างมีส่วนร่วม  การเตรียมความพร้อมของชุมชนในการดูแลผู้สูงอายุ (2)  ศักยภาพของผู้สูงอายุ ได้แก่ ความต้องการมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมของผู้สูงอายุ  และคุณประโยชน์ของผู้สูงอายุกับการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจประเทศไทย (3) แนวทางการดำเนินงานกองทุนผู้สูงอายุ  และ (4) ทิศทางการให้บริการของธุรกิจบริการสำหรับผู้สูงอายุที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้ที่จะก้าวเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ

          3.2 ขอบเขตด้านระยะเวลา ศึกษางานวิจัยของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ที่ดำเนินการในช่วงปี 2549 – 2558                   

  1. เกณฑ์การคัดเลือกงานวิจัย

          เพื่อให้การสังเคราะห์งานวิจัยครั้งนี้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ จึงได้กำหนดเกณฑ์การคัดเลือกงานวิจัย  5 ประการ คือ

  • เป็นงานวิจัยที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ดำเนินการวิจัยหรือจัดจ้างให้นักวิชาการในสังกัดของสถาบันการศึกษาต่างๆ ดำเนินการวิจัย โดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์งานวิจัย
  • เป็นงานวิจัยที่ดำเนินการในช่วงปี 2549 – 2558
  • เป็นงานวิจัยที่มีการตีพิมพ์เผยแพร่แล้วในรูปแบบต่างๆ เช่น รายงานการวิจัยเป็นรูปเล่ม หรือการเผยแพร่ในรูปแบบของ CD
  • เป็นงานวิจัยที่มุ่งเน้นการวิเคราะห์ปัญหาของสังคมผู้สูงอายุ และปัญหาผลกระทบของการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน
  • เป็นงานวิจัยที่ผ่านการกลั่นกรองและเห็นชอบโดยผู้ทรงคุณวุฒิด้านผู้สูงอายุของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ให้นำมาทำการสังเคราะห์ได้
  1. รายงานการวิจัยที่ได้รับการคัดเลือก

จากหลักเกณฑ์การคัดเลือกงานวิจัยดังกล่าว เจ้าหน้าที่ของกองวิชาการสำนักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ทำการคัดเลือกงานวิจัยได้ทั้งหมด 24 เรื่องซึ่งครอบคลุมประเด็นที่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงต่อผู้สูงอายุ ได้แก่ สถานการณ์ของผู้สูงอายุของประเทศไทย ความเสี่ยงของผู้สูงอายุ การจัดบริการดูแลผู้สูงอายุในรูปแบบต่างๆ  ศักยภาพของผู้สูงอายุ ธุรกิจบริการผู้สูงอายุ ระบบการดูแลผู้สูงอายุในระยะยาว และการจัดสวัสดิการที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุในแต่ละช่วงวัย ผลกระทบของการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน รายงานการวิจัยที่ได้รับการคัดเลือกตามลำดับของปีที่ทำการวิจัยมีดังนี้

  • การศึกษาการดำเนินงานขยายผลโครงการอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน : พ.ศ. 2549
  • การจัดบริการสังคมรูปแบบกลุ่มพึ่งพา (Group Home) และบริการดูแลที่บ้าน (Home Care) สำหรับผู้สูงอายุและผู้พิการในชุมชน (ระยะที่ 1-2) : พ.ศ. 2550
  • แนวทางการดำเนินงานกองทุนผู้สูงอายุ : พ.ศ. 2551
  • การเตรียมความพร้อมของชุมชนในการดูแลผู้สูงอายุ : พ.ศ. 2552
  • ความต้องการมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมของผู้สูงอายุ : ศึกษาเฉพาะกรณีศูนย์เอนกประสงค์สำหรับผู้สูงอายุในชุมชน : พ.ศ. 2552
  • ระบบการดูแลระยะยาวเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงเพื่อวัยสูงอายุ : พ.ศ. 2553
  • การสังเคราะห์งานวิจัยด้านการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ระหว่างปี 2546 – 2552 : พ.ศ. 2553
  • ภาวะสูงวัยอย่างมีคุณประโยชน์กับการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจประเทศไทย : พ.ศ. 2554
  • การจัดบริการสวัสดิการสังคมสำหรับผู้สูงอายุในระดับตำบลอย่างมีส่วนร่วม : พ.ศ. 2555
  • ทิศทางการให้บริการของธุรกิจบริการสำหรับผู้สูงอายุที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้ที่จะก้าว เข้าสู่วัยผู้สูงอายุ : พ.ศ. 2556
  • รายงานการศึกษาโครงการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานตามแผนผู้สูงอายุแห่งชาติฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2545 – 2546) ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2550 – 2554) : พ.ศ. 2556
  • การศึกษาผลกระทบทางสังคมอันเกิดจากการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน : พ.ศ. 2557
  • การขับเคลื่อนงานด้านผู้สูงอายุเพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน : พ.ศ. 2557
  • การศึกษาทิศทางและรูปแบบการจัดสวัสดิการสังคมไทยในอนาคต : พ.ศ. 2557
  • รูปแบบการใช้ประโยชน์จากภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อการจัดสวัสดิการสังคมอย่างมีส่วนร่วม : พ.ศ. 2557
  • รูปแบบการเตรียมความพร้อมให้กับประชาชนในการเข้าสู่วัยผู้สูงอายุอย่างมีส่วนร่วม : พ.ศ. 2557
  • การจัดระบบดูแลทางสังคมและระบบการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุในครอบครัวและชุมชน : พ.ศ. 2558
  • รูปแบบการบริการด้านสุขภาพที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุพิการ : พ.ศ. 2558
  • การจัดสวัสดิการที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุในแต่ละช่วงวัย : พ.ศ. 2558
  • การเข้าถึงและความพึงพอใจต่อบริการตามสิทธิ์ของผู้สูงอายุตามพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2553 : พ.ศ. 2558
  • การศึกษาผลกระทบทางสังคมอันเกิดจากการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน โดยกองอาเซียน
  • การศึกษาผลกระทบทางสังคมอันเกิดจากการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน โดยกองอาเซียน
  • การขับเคลื่อนงานด้านผู้สูงอายุเพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน
  • อนาคตการจัดสวัสดิการสังคมไทยเมื่อสู่ประชาคมอาเซียน ภายใต้ภารกิจของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ : พ.ศ. 2558
  1. ประเด็นในการสังเคราะห์งานวิจัย

          ในการสังเคราะห์งานวิจัยด้านผู้สูงอายุของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ครั้งนี้ครอบคลุมใน 4 ประเด็น คือ

(1) การสังเคราะห์แนวคิด ทฤษฎี ที่ใช้ในการวิจัย โดยการสำรวจว่างานวิจัยด้านผู้สูงอายุที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ดำเนินการเอง และจัดจ้างให้สถาบันการศึกษาดำเนินการในช่วงปี 2549 – 2558 ใช้แนวคิด ทฤษฎี อะไรบ้างเป็นกรอบในการวิจัย

(2) การสังเคราะห์ระเบียบวิธีวิจัย เป็นการสำรวจระเบียบวิธีที่ใช้ในการวิจัยว่าใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ หรือเชิงคุณภาพ ประชากรและกลุ่มตัวอย่างคือใคร ทำการศึกษาที่พื้นที่ใด ทำการวิจัยในช่วงปีใด ใช้สถิติอะไรในการวิเคราะห์ข้อมูล และผลการวิเคราะห์ข้อมูลเป็นอย่างไร

(3) การสังเคราะห์องค์ความรู้จากผลงานวิจัย เป็นการนำเอาข้อค้นพบจากงานวิจัยแต่ละเรื่องมาทำการสังเคราะห์ เพื่อมุ่งหาข้อสรุปหรือข้อเสนอแนะทั่วไป (Generalization) โดยใช้เหตุผลเชิงอุปมาน (Induction Reasoning)

4) การสังเคราะห์ข้อเสนอแนะจากผลงานวิจัย เป็นการนำเอาข้อเสนอแนะมาหลอมรวมแล้วจัดให้เป็นหมวดหมู่ให้เป็นข้อเสนอแนะระดับนโยบาย และข้อเสนอแนะระดับปฏิบัติการ เพื่อให้ข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยครั้งต่อไป  

  1. ขั้นตอนในการสังเคราะห์งานวิจัย

          การสังเคราะห์งานวิจัยด้านผู้สูงอายุของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ในช่วงปี 2549 – 2558 ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน คือ

          ขั้นที่ 1 การกำหนดหัวข้อการสังเคราะห์งานวิจัย  โดยสำนักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์กำหนดให้ปีงบประมาณ 2558 ทำการสังเคราะห์งานวิจัยด้านผู้สูงอายุที่กระทรวงเป็นผู้ดำเนินการเองหรือที่จัดจ้างให้สถาบันการศึกษาเป็นผู้ดำเนินการ เนื่องจากประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

 ขั้นที่ 2 การรวบรวมงานวิจัย โดยฝ่ายวิชาการสำนักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เป็นผู้รวบรวมรายงานการวิจัยโดย มีเกณฑ์ในการคัดเลือกงานวิจัยที่มีคุณภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด ได้รายงานการวิจัยที่ต้องทำการสังเคราะห์รวมทั้งสิ้น 16 เรื่อง 

ขั้นที่ 3 การวิเคราะห์รายงานการวิจัยแต่ละเรื่องโดยอ่านและทำความเข้าใจสาระในรายงานการวิจัยที่ทำการวิเคราะห์ตามประเด็นที่ตั้งไว้

          ขั้นที่ 4 การสังเคราะห์ผลการวิจัย เป็นขั้นตอนที่นำผลการวิจัยแต่ละเรื่องมาทำการถักทอหรือหลอมรวมให้เป็นองค์ความรู้ใหม่ของการวิจัย โดยผู้วิจัยจะทำการสรุปเป็นประเด็นหลักของผลการสังเคราะห์งานวิจัยในแต่ละเรื่อง และบรรยายให้เห็นความสัมพันธ์และความขัดแย้งระหว่างผลการวิจัยเหล่านั้นด้วยความเที่ยงธรรม ไม่ลำเอียง และไม่ผนวกความคิดเห็นของตนเองในการสังเคราะห์

          ขั้นที่ 5 การจัดทำรายงานการสังเคราะห์งานวิจัย  ใช้หลักการเช่นเดียวกับการเขียนรายงานการวิจัยทั่วๆ ไป ประกอบด้วยบทที่ 1 บทนำ บทที่ 2 แนวคิด และทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง 3 ระเบียบวิธีการสังเคราะห์งานวิจัย บทที่ 4 ผลการสังเคราะห์งานวิจัย และ บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ

  1. ผลการสังเคราะห์งานวิจัย

          8.1 การสังเคราะห์แนวคิดและทฤษฎีที่ใช้ในงานวิจัย

          จากการศึกษาแนวคิดและทฤษฎีที่ใช้ในงานวิจัยด้านผู้สูงอายุของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ในช่วงปี 2549 – 2558 ทั้ง 24 เรื่อง สามารถจัดงานวิจัยที่มีประเด็นการวิจัยคล้ายกันแต่ดำเนินการวิจัยในช่วงเวลาที่ต่างกันได้ 6 กลุ่ม ซึ่งในแต่ละกลุ่มใช้แนวคิด ทฤษฎีที่แตกต่างกันตามหัวข้อการวิจัย แต่เมื่อพิจารณาในภาพรวมของแต่ละกลุ่มใช้แนวคิดทฤษฎีที่คล้ายกัน กล่าวคือ

          กลุ่มที่ 1 งานวิจัยเกี่ยวกับการประเมินความเสี่ยงของผู้สูงอายุและการเข้าถึงสิทธิ์ของผู้สูงอายุ มีงานวิจัย 2 เรื่องซึ่งทำในช่วงเวลาที่ห่างกันมาก คือ  (1) ความเสี่ยงของผู้สูงอายุไทย ทำการวิจัยในปี 2549  และ (2) การเข้าถึงและความพึงพอใจต่อบริการตามสิทธิ์ของผู้สูงอายุตามพระราชบัญญัติผู้สูง พ.ศ. 2546 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2553 ทำการวิจัยในปี 2558 งานวิจัยกลุ่มนี้ใช้แนวคิดการสนับสนุนทางสังคม การคุ้มครองทางสังคม และการจัดสวัสดิการสังคมสำหรับผู้สูงอายุเป็นกรอบในการศึกษาวิจัย

          กลุ่มที่ 2 งานวิจัยเกี่ยวกับรูปแบบการให้บริการแก่ผู้สูงอายุ มีงานวิจัยมากที่สุดถึง 12 เรื่องซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ให้ความสนใจและเห็นถึงความสำคัญของการดูแลผู้สูงอายุในรูปแบบต่างๆ  มากกว่าเรื่องอื่นๆ งานวิจัยทั้ง 10 เรื่องคือ (1) การศึกษาการดำเนินงานขยายผลโครงการอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน (2) การจัดบริการสังคมรูปแบบกลุ่มพึ่งพา (Group Home) และบริการดูแลที่บ้าน (3) การจัดสวัสดิการที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุในแต่ละช่วงวัย (4) การจัดระบบดูแลทางสังคมและระบบการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุในครอบครัวและชุมชน (5) ระบบการดูแลระยะยาวเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงเพื่อวัยสูงอายุ (6) รูปแบบการบริการด้านสุขภาพที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุพิการ (7) การจัดระบบดูแลทางสังคมและระบบการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุในครอบครัวและชุมชน (8) การจัดบริการสวัสดิการสังคมสำหรับผู้สูงอายุในระดับตำบลอย่างมีส่วนร่วม (9) รูปแบบการเตรียมความพร้อมให้กับประชาชนในการเข้าสู่วัยผู้สูงอายุอย่างมีส่วนร่วม (11) การศึกษาทิศทางและรูปแบบการจัดสวัสดิการสังคมไทยในอนาคต (12) ทิศทางการให้บริการของธุรกิจบริการสำหรับผู้สูงอายุที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้ที่จะก้าวเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ  งานวิจัยในกลุ่มนี้ใช้แนวคิดทฤษฎีผู้สูงอายุและความต้องการของผู้สูงอายุ  แนวคิดการสนับสนุนทางสังคมและการคุ้มครองทางสังคม แนวคิดการจัดสวัสดิการสังคมสำหรับผู้สูงอายุ แนวคิดการจัดบริการสังคมแบบกลุ่มพึ่งพา และแนวคิดภูมิปัญญาท้องถิ่น และแนวคิดความรับผิดชอบต่อสังคมของภาคธุรกิจ เป็นกรอบในการศึกษาวิจัย

          กลุ่มที่ 3  งานวิจัยที่เกี่ยวกับศักยภาพของผู้สูงอายุ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมามีงานวิจัย 3 เรื่อง ได้แก่ (1) ความต้องการมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมของผู้สูงอายุ (2) ภาวะสูงวัยอย่างมีคุณประโยชน์กับการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจประเทศไทย และ (3) รูปแบบการใช้ประโยชน์จากภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อการจัดสวัสดิการสังคมอย่างมีส่วนร่วม งานวิจัยในกลุ่มนี้ใช้แนวคิด ทฤษฏีการพัฒนาสังคม การมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมของผู้สูงอายุ และแนวคิดภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นกรอบในการศึกษาวิจัย

          กลุ่มที่ 4 งานวิจัยเกี่ยวกับกองทุนผู้สูงอายุ  มีเพียงเรื่องเดียวคือ  แนวทางการดำเนินงานกองทุนผู้สูงอายุ ใช้แนวคิดเกี่ยวกับการติดตามและประเมินผล และการเข้าถึงสิทธิของผู้สูงอายุ

          กลุ่มที่ 5 งานวิจัยเกี่ยวกับการสังเคราะห์งานวิจัย และการติดตามประเมินผล   มีงานวิจัย 2 เรื่องที่รวมงานวิจัยหลายเรื่องมาทำการสังเคราะห์ ได้แก่ (1) การสังเคราะห์งานวิจัยด้านการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ระหว่างปี 2546 – 2552  และ (2) รายงานการศึกษาโครงการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานตามแผนผู้สูงอายุแห่งชาติฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2545 – 2546) ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2550 – 2554)  งานวิจัยในกลุ่มนี้ใช้แนวคิดการสังเคราะห์งานวิจัย และทฤษฎีการติดตามประเมินผลเป็นกรอบในการศึกษาวิจัย

          กลุ่มที่ 6 งานวิจัยเกี่ยวกับวิเคราะห์ผลกระทบทางสังคมต่อผู้สูงอายุอันเกิดจากการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน  มีงานวิจัย 4 เรื่องที่ทำในปี 2557 – 2558 และเป็นช่วงที่ประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ซึ่งทำการวิจัยโดยหน่วยงานของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 1 เรื่อง ได้แก่ (1) อนาคตการจัดสวัสดิการสังคมไทยเมื่อสู่ประชาคมอาเซียนภายใต้ภารกิจของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ดำเนินการโดยสำนักงานส่งเสริมและสนับสนุนวิชาการ 4 (สสว.4) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และอีก 3 เรื่องดำเนินการวิจัยโดยนักวิชาการที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จัดจ้าง ได้แก่ (1) การศึกษาผลกระทบทางสังคมที่เกิดจากการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน (2) การศึกษาผลกระทบทางสังคมอันเกิดจากการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน (3) การขับเคลื่อนงานด้านผู้สูงอายุเพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน งานวิจัยในกลุ่มนี้ใช้แนวคิดความต้องการของผู้สูงอายุ และแนวคิดการจัดสวัสดิการสังคมสำหรับผู้สูงอายุในประเทศไทยและในต่างประเทศ เป็นกรอบในการศึกษาวิจัย

          เมื่อพิจารณาภาพรวมของการวิจัยทั้ง 24 เรื่อง พบว่า แนวคิดทฤษฎีหลักที่ถูกนำมากำหนดเป็นกรอบการวิจัยมี 6 แนวคิด คือ (1) แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับผู้สูงอายุและความต้องการของผู้สูงอายุ (2) แนวคิดการสนับสนุนทางสังคมและการคุ้มครองทางสังคม (3) แนวคิดการจัดสวัสดิการสังคมสำหรับผู้สูงอายุในประเทศไทยและในต่างประเทศ (4) แนวคิดการจัดบริการสังคมแบบกลุ่มพึ่งพา และแบบบริการดูแลที่บ้าน (5) แนวคิด ทฤษฏีการพัฒนาสังคม และการมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมของผู้สูงอายุ (6) แนวคิดภูมิปัญญาท้องถิ่น แต่ละแนวคิด ทฤษฎีถูกนำมาใช้ดังนี้

          (1) แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับผู้สูงอายุและความต้องการของผู้สูงอายุ ถูกนำมาใช้ในการวิเคราะห์สถานการณ์ ปัญหา ความเสี่ยง ความต้องการ และแนวทางในการดูแลผู้สูงอายุในประเทศไทย  ลักษณะเฉพาะของผู้สูงอายุที่มีความต้องการมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง สมบูรณ์  การมีผู้ช่วยเหลือดูแลอย่างใกล้ชิด การมีที่อยู่อาศัยที่สะอาด อากาศดี สิ่งแวดล้อมดี อาหารการกินที่ถูกลักษณะตามวัย การมีผู้ดูแลช่วยเหลือให้การพยาบาลอย่างใกล้ชิดเมื่อยามเจ็บป่วย ฯลฯ ความต้องการทางด้านจิตใจของผู้สูงอายุ ได้แก่ ความต้องการเคารพ ยกย่อง นับถือ และการแสดงออกถึงความมีคุณค่าของผู้สูงอายุ โดยสมาชิกในครอบครัว ความต้องการทางสังคม-เศรษฐกิจของผู้สูงอายุ ได้แก่ ความต้องการเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว สังคมและหมู่คณะ ต้องการช่วยเหลือสังคมและมีบทบาทในสังคมตามความถนัด ต้องการสนับสนุน ช่วยเหลือจากครอบครัวและสังคมทั้งทางด้านความเป็นอยู่ รายได้  บริการจากรัฐ เป็นต้น ซึ่งใช้เป็นแนวทางในการจัดบริการผู้สูงอายุในรูปแบบต่างๆ 

          (2) แนวคิดการสนับสนุนทางสังคมและการคุ้มครองทางสังคม ถูกนำมาใช้ในการวิจัยว่าสังคมจะเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลผู้สูงอายุในประเทศไทยอย่างไร รัฐควรมีนโยบายและควรจัดบริการทางสังคมอย่างไรจึงจะทำให้ผู้สูงอายุได้รับการคุ้มครองอย่างยั่งยืน  การสนับสนุนทางสังคมสำหรับผู้สูงอายุคือการให้ความรัก ความเอาใจใส่ การเห็นคุณค่า การให้ความช่วยเหลือในด้านต่างๆ เช่น การให้คำแนะนำ การให้สิ่งของ การให้เวลา การให้ข้อมูลข่าวสารที่มีผลต่อภาวะจิตใจ อารมณ์ รวมถึงการให้คำปรึกษา แนะนำ การยอมรับ ยกย่อง และการเห็นคุณค่าในสิ่งที่ผู้สูงอายุปฏิบัติ เพื่อส่งเสริมให้ปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ที่เหมาะสม ส่วนการคุ้มครองทางสังคมสำหรับผู้สูงอายุคือการที่รัฐต้องมีมาตรการต่างๆ เพื่อปกป้องผู้สูงอายุให้รอดพ้นจากความทุกข์ยากทางเศรษฐกิจและสังคมอันเนื่องมาจากการขาดรายได้หรือการมีรายได้ลดลง การคุ้มครองทางสังคม บางครั้งได้รับการนิยามที่มีความหมายกว้างขวาง ครอบคลุมโครงข่ายความปลอดภัยทางสังคม เป็นเครื่องมือที่ใช้หลักการในการป้องกันและปกป้องคนยากจนและอ่อนแอ ที่ได้รับผลกระทบจากการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ โดยการคุ้มครองทางสังคมและการประกันสังคมจะช่วยปกป้องให้พวกเขาสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในภาวะวิกฤต ซึ่งหมายรวมถึงคนในครอบครัวและปัจเจกบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากการคุกคามต่างๆ ให้ได้รับการคุ้มครอง ปกป้องและสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้นานที่สุด จึงอาจสรุปได้ว่า ทั้งสองแนวคิดนี้ ถูกนำมาใช้ในการวิจัยเพื่อให้สังคมและรัฐดูแลผู้สูงอายุอย่างเหมาะสม

          (3) แนวคิดเกี่ยวกับการจัดสวัสดิการสังคม ถูกนำมาใช้ในการวิจัยเพื่อการจัดสวัสดิการสำหรับผู้สูงอายุในประเทศไทยทุกช่วงวัย องค์ประกอบของสวัสดิการสังคมมี 7 มิติ คือ (1) สวัสดิการด้านการศึกษา คือการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุได้รับการพัฒนาตนเองให้มีความรู้ ทักษะ ตลอดจนการปลูกฝังค่านิยมที่ดีเพื่อนำไปสู่การดำเนินชีวิตอย่างมีคุณภาพ  (2) สวัสดิการด้านสุขภาพอนามัย คือการป้องกันโรค การรักษาพยาบาล การส่งเสริมสุขภาพร่างกาย จิตใจ ของผู้สูงอายุ  (3) สวัสดิการด้านที่อยู่อาศัย หมายถึง การจัดสรรให้ผู้สูงอายุมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคงพอสมควรตามอัตภาพเพื่อช่วยเสริมสร้างคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น (4) การมีรายได้และการมีงานทำ คือการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีงานทำ อย่างน้อยเพื่อให้มีรายได้เพียงพอแก่การดำรงชีพ (5) สวัสดิการด้านนันทนาการ คือการจัดกิจกรรมเพื่อความบันเทิงและการพักผ่อนหย่อนใจสำหรับผู้สูงอายุอย่างมีคุณภาพ (6) สวัสดิการด้านกระบวนการยุติธรรม คือการที่ผู้สูงอายุได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายอย่างเป็นธรรม สามารถเข้าถึงบริการที่รัฐจัดให้ และได้รับความช่วยเหลือทางด้านกฎหมาย  (7) สวัสดิการด้านการบริการสังคมทั่วไปหมายถึง การให้บริการแก่ผู้สูงอายุโดยเฉพาะผู้ยากจนเพื่อช่วยสร้างเสริมการมีคุณภาพชีวิตที่ดี ช่วยพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างเป็นสุขตามควรแก่อัตภาพ

          (4) แนวคิดเกี่ยวกับการจัดบริการสังคมแบบกลุ่มพึ่งพาและแบบบริการดูแลที่บ้าน เป็นแนวคิดที่ใช้ในการวิจัยเกี่ยวกับบริการทางเลือกในโครงการนำร่องในการดูแลผู้สูงอายุในประเทศไทยที่ขาดผู้ดูแล โดยการให้ผู้สูงอายุที่โดดเดี่ยวได้อยู่ร่วมกับผู้อื่น มีสังคมเพื่อน และมีบริการด้านที่พักอาศัยสำหรับกลุ่มผู้สูงอายุเป็นกลุ่มขนาดเล็ก เพื่อให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพสมบูรณ์ สามารถดูแลตนเองได้ รวมทั้งพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ตามความสามารถของแต่ละคน

          สำหรับแนวคิดการจัดบริการที่บ้าน เป็นแนวคิดในการฟื้นฟูผู้สูงอายุทั้งร่างกาย จิตใจ และสติปัญญา โดยมีเป้าหมายให้คนพิการหรือผู้สูงอายุได้รับบริการในด้านต่างๆ เช่น การรักษาพยาบาล การศึกษา การฝึกงาน ฝึกอาชีพ การมีงานทำ สามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมทั่วไปได้  แนวคิดนี้สามารถจัดบริการได้หลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับความต้องการเฉพาะของผู้สูงอายุในแต่ละพื้นที่และทรัพยากรที่มีอยู่ ได้แก่ (1) การให้บริการแบบจัดหน่วยเคลื่อนที่ (Outreach)  (2) การให้บริการโดยการจัดตั้งเป็นศูนย์บริการในชุมชน (Community Based Service  = CBS)  (3) การบริการโดยใช้ครอบครัวเป็นฐาน (Family Based Rehabilitation = FBR) (4) การให้บริการฟื้นฟูสมรรถภาพโดยชุมชน (Community Based Rehabilitation = CBR) เป็นการจัดบริการที่ชุมชนต้องมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่  กิจกรรมต้องเป็นไปตามปัญหาและความต้องการของชุมชน ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชน ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม เช่น ภูมิปัญญาชาวบ้าน

          (5) แนวคิดและทฤษฏีการพัฒนาสังคมและการมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม เป็นแนวคิดที่ใช้ในการวิจัยการพัฒนาประเทศว่ามีความสมดุลทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และการเมืองการปกครอง หรือไม่ โดยมีเป้าหมายสุดท้ายของการพัฒนา คือ เกิดประโยชน์แก่คนส่วนใหญ่และสมาชิกในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสงบสุข และผู้สูงอายุสามรถเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมได้หรือไม่ ซึ่งในสังคมไทยพบว่าผู้สูงอายุมีศักยภาพในหลายๆ ด้าน และมีส่วนร่วมในกระบวนการยุติธรรม ในสถาบันการศึกษา ในด้านการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม และในภารกิจของส่วนราชการต่างๆ โดยความสมัครใจที่จะอุทิศตนเพื่อช่วยพัฒนาประเทศโดยไม่หวังผลตอบแทนส่วนตัว แต่มุ่งถึงประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ

          (6) แนวคิดภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นแนวคิดที่อธิบายถึงระบบความรู้ที่ถูกถ่ายทอดตีความจากชนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง เป็นองค์ความรู้ที่เกิดจากประสบการณ์ในชีวิตของคนเราผ่านกระบวนการศึกษา สังเกต คิดวิเคราะห์ จนเกิดปัญญาและตกผลึกมาเป็นองค์ความรู้ที่ประกอบกันขึ้นมาจากความรู้เฉพาะหลายๆ ด้าน ได้แก่ ความรู้ด้านการเกษตร ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ความรู้ทางนิเวศวิทยา ความรู้ทางการแพทย์ รวมถึงการบำบัดรักษาและเวชกรรมที่เกี่ยวข้อง ความรู้ที่เกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพ งานศิลปะ วัฒนธรรม การฟ้อนรำ เพลง หัตถกรรม การออกแบบ ความเชื่อ การประกอบอาชีพ การแก้ปัญหาต่างๆ ในการดำรงชีวิตที่ถ่ายทอดกันมาจากอดีต โดยองค์ความรู้นั้นสามารถนำไปปรับใช้เพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างสงบสุข เข้ากับสภาพแวดล้อมของยุคสมัยที่มีการปรับเปลี่ยน และรวมถึงสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นแนวคิดนี้ถูกนำมาใช้ในการวิจัยว่าผู้สูงอายุไทยมีภูมิปัญญาท้องถิ่นในด้านใด และสามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาชุมชนและสังคมหรือไม่ เพียงใด

          กล่าวโดยสรุป แนวคิด ทฤษฎีทั้งหมดที่กล่าวมาถูกนำมาใช้ในการวิจัยผู้สูงอายุในแง่มุมต่างๆ มีความสอดคล้องและเหมาะสมกับประเด็นที่ทำการวิจัย สามารถใช้เป็นกรอบในการวิเคราะห์ภารกิจที่รัฐควรดำเนินการเพื่อให้ผู้สูงอายุมีหลักประกันในการดำเนินชีวิต วิเคราะห์ศักยภาพของผู้สูงอายุที่จะมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม รูปแบบการให้บริการแก่ผู้สูงอายุ  และการวิเคราะห์แนวโน้มในการจัดสวัสดิการสังคมแก่ผู้สูงอายุในแต่ละช่วงวัย และในระยะยาวได้เป็นอย่างดี

          8.2 การสังเคราะห์ระเบียบวิธีการวิจัยที่ใช้

          จากการศึกษางานวิจัยด้านผู้สูงอายุของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ในช่วงปี 2549 – 2558 ทั้ง 24 เรื่อง พบว่า ส่วนใหญ่ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methodology) ระหว่างเชิงปริมาณกับเชิงคุณภาพ รวมทั้งสิ้น 14 เรื่อง ได้แก่ (1) การศึกษาการดำเนินงานขยายผลโครงการอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน (2) การจัดบริการสังคมรูปแบบกลุ่มพึ่งพา (Group Home) และบริการดูแลที่บ้าน (Home Care) สำหรับผู้สูงอายุและผู้พิการในชุมชน ระยะที่ 1-2  (3) การเตรียมความพร้อมของชุมชนในการดูแลผู้สูงอายุ (4) ความต้องการมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมของผู้สูงอายุ : ศึกษาเฉพาะกรณีศูนย์เอนกประสงค์สำหรับผู้สูงอายุในชุมชน  (5) ระบบการดูแลระยะยาวเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงเพื่อวัยสูงอายุ (6) การสังเคราะห์งานวิจัยด้านการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ระหว่างปี 2546 – 2552 : พ.ศ. 2553  (7) ภาวะสูงวัยอย่างมีคุณประโยชน์กับการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจประเทศไทย (8) การจัดบริการสวัสดิการสังคมสำหรับผู้สูงอายุในระดับตำบลอย่างมีส่วนร่วม (9) การศึกษาโครงการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานตามแผนผู้สูงอายุแห่งชาติฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2545 – 2546) ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2550 – 2554)  (10) รูปแบบการเตรียมความพร้อมให้กับประชาชนในการเข้าสู่วัยผู้สูงอายุอย่างมีส่วนร่วม (11) การจัดระบบดูแลทางสังคมและระบบการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุในครอบครัวและชุมชน (12) รูปแบบการบริการด้านสุขภาพที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุพิการ (13) การจัดสวัสดิการที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุในแต่ละช่วงวัย  และ (14) การเข้าถึงและความพึงพอใจต่อบริการตามสิทธิ์ของผู้สูงอายุตามพระราชบัญญัติผู้สูง พ.ศ. 2546 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2553

          มีการวิจัย 7 เรื่องที่ใช้การวิจัยเชิงคุณภาพ ได้แก่ (1) แนวทางการดำเนินงานกองทุนผู้สูงอายุ (2) รูปแบบการใช้ประโยชน์จากภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อการจัดสวัสดิการสังคมอย่างมีส่วนร่วม (3) การศึกษาทิศทางและรูปแบบการจัดสวัสดิการสังคมไทยในอนาคต (4) รูปแบบการใช้ประโยชน์จากภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อการจัดสวัสดิการสังคมอย่างมีส่วนร่วม (5) การขับเคลื่อนงานด้านผู้สูงอายุเพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน และ(6) การศึกษาผลกระทบทางสังคมที่เกิดจาการรวมตัวกันเป็นประชาคมอาเซียน ดำเนินการวิจัยโดยกองอาเซียน (7) การศึกษาผลกระทบทางสังคมที่เกิดจาการรวมตัวกันเป็นประชาคมอาเซียน ดำเนินการวิจัยโดยกองอาเซียน งานวิจัยทั้ง 7 เรื่องใช้การศึกษาจากเอกสาร (Document Research) การประชุมกลุ่มย่อย (Focus Group) และการสัมภาษณ์เจาะลีก (In-depth interview) ในการเก็บข้อมูล

          มีงานวิจัย 2 เรื่องที่ใช้เทคนิคการวิจัยอนาคต (Ethnographic Delphi Futures Research) หรือ EDFR คือ (1) ทิศทางการให้บริการของธุรกิจบริการสำหรับผู้สูงอายุที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้ที่จะก้าวเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ  และ (2) อนาคตการจัดสวัสดิการสังคมไทยเมื่อสู่ประชาคมอาเซียน ภายใต้ภารกิจของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  ทำการศึกษาเกี่ยวกับอนาคตการจัดสวัสดิการสังคมไทยเมื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ภายใต้ภารกิจของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในช่วง 10 ปี ถึง 20 ปี ข้างหน้า (พ.ศ. 2559 – 2579) โดยการสำรวจความคิดเห็นของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดสวัสดิการสังคม

          มีงานวิจัย 1 เรื่องที่ใช้ระเบียบวิธีการวิจัยเชิงปริมาณ คือการวิจัยเรื่อง ความเสี่ยงของผู้สูงอายุไทยซึ่งเป็นการวิจัยขนาดใหญ่ที่มีกลุ่มตัวอย่างมากถึง 50,000 คน

          เป็นที่น่าสังเกตว่า งานวิจัยทั้ง 24 เรื่อง ส่วนใหญ่ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methodology) ระหว่างเชิงปริมาณกับเชิงคุณภาพ รองลงมาใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ  มีเพียงเรื่องเดียว ที่ใช้ระเบียบวิธีการวิจัยเชิงปริมาณ ซึ่งเกิดจากจุดอ่อนของระเบียบวิธีการวิจัยเชิงปริมาณที่ไม่สามารถเจาะลึกในประเด็นที่ทำการศึกษาได้ ในขณะที่ระเบียบวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพสามารถทำการศึกษาเชิงลึกได้ แต่ผลการศึกษาไม่สามารถขยายเป็นข้อสรุปทั่วไปได้ ดังนั้น การใช้ระเบียบวิธีการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Method) จึงเป็นทางเลือกที่สามารถลดจุดอ่อนของระเบียบวิธีวิจัยทั้ง 2 วิธีได้ จึงเป็นการใช้ระเบียบวิธีวิจัยที่เหมาะสมสำหรับการวิจัยรูปแบบการให้บริการแก่ผู้สูงอายุที่รัฐควรดำเนินการ รวมทั้งการวิจัยศักยภาพของผู้สูงอายุ แนวทางการดำเนินงานกองทุนผู้สูงอายุ  และทิศทางการให้บริการของธุรกิจบริการสำหรับผู้สูงอายุได้เป็นอย่างดี

          8.3 การสังเคราะห์องค์ความรู้จากงานวิจัย งานวิจัยเรื่องผู้สูงอายุในช่วงปี 2549 – 2558 ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ทำให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ๆ  6 ประการ คือ

             (1) องค์ความรู้เกี่ยวกับรูปแบบการดูแลและให้บริการแก่ผู้สูงอายุ  ได้องค์ความรู้เกี่ยวกับรูปแบบการดูแลและการให้บริการผู้สูงอายุที่หลากหลาย ได้แก่ การดูแลผู้สูงอายุที่บ้านโดยอาสาสมัคร การจัดบริการสังคมรูปแบบกลุ่มพึ่งพา (Group Home) และบริการดูแลที่บ้าน (Home Care) การจัดสวัสดิการที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุในแต่ละช่วงวัย การเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่วัยผู้สูงอายุแบบมีส่วนร่วม การใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อการจัดสวัสดิการสังคมอย่างมีส่วนร่วม  รูปแบบการดูแลผู้สูงอายุระยะยาวเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงให้แก่ผู้สูงอายุ รูปแบบการบริการด้านสุขภาพที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุพิการ การจัดระบบดูแลทางสังคมและระบบการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุในครอบครัวและชุมชน และรูปแบบการให้บริการของธุรกิจที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้สูงอายุ บริการในรูปแบบต่างๆ ดังกล่าวมีทั้งจุดแข็ง จุดอ่อน ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะระดับนโยบายและระดับปฏิบัติการเพื่อการปรับปรุงรูปแบบให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลยิ่งขึ้น

             (2) องค์ความรู้เกี่ยวกับศักยภาพของผู้สูงอายุ  ผลการสังเคราะห์งานวิจัย 3 เรื่องทำให้ได้ข้อสรุปว่า มีผู้สูงอายุจำนวนมากที่ยังคงมีศักยภาพ มีความรู้ มีประสบการณ์ มีภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สามารถนำไปใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ทั้งในระดับชาติและระดับชุมชนได้  ผู้สูงอายุภูมิใจในการทำงานจิตอาสาโดยไม่หวังผลตอบแทน  องค์ความรู้นี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทัศนคติต่อผู้สูงอายุว่าไม่ใช่กลุ่มที่เป็นภาระ แต่เป็นกลุ่มที่มีคุณค่าที่สามารถช่วยเหลือประเทศชาติได้เป็นอย่างดี

             (3) องค์ความรู้เกี่ยวกับแนวทางการบริหารกองทุนผู้สูงอายุให้มีประสิทธิภาพ ผลของการวิจัยเรื่องกองทุนผู้สูงอายุ แม้จะเป็นการวิจัยเพียงเรื่องเดียวก็ได้ให้องค์ความรู้ที่น่าสนใจในประเด็นการปรับปรุง และพัฒนาการทำงานของกองทุนผู้สูงอายุอย่างมีระบบ การทำให้กองทุนมีโครงสร้างที่ชัดเจน เอื้อต่อการปฏิบัติงานของทุกระดับ รวมถึงการมีเครือข่ายที่เข้มแข็ง สามารถเชื่อมโยงการทำงานทั้งส่วนกลาง และส่วนภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ การทบทวนกฎหมาย ระเบียบ ข้อกำหนดต่างๆ ที่เป็นข้อจำกัดในการให้ทุนสนับสนุนแก่ผู้สูงอายุเพื่อให้ทันกับสภาพการเปลี่ยนแปลงของสังคม และความต้องการของผู้สูงอายุ  การประสานความรู้ ความเข้าใจร่วมกันระหว่างผู้ปฏิบัติงานในส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค  ฯลฯ

             (4) องค์ความรู้เกี่ยวกับการทำธุรกิจบริการสำหรับผู้สูงอายุ  ผลการวิจัยทำให้ ได้ให้ทิศทางที่ชัดเจนว่า การทำธุรกิจด้านบริการเพื่อสุขภาพผู้สูงอายุจะต้องคำนึงถึงความต้องการ รายได้ กำลังซื้อของผู้สูงอายุ เป็นสำคัญ  ธุรกิจบริการสำหรับผู้สูงอายุที่เหมาะสม จะต้องเป็นธุรกิจบริการที่สามารถทำให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพดี มีลักษณะสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม และที่สำคัญจะต้องได้มาตรฐานสำหรับผู้ใช้บริการ

             (5) องค์ความรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการและการติดตามประเมินผลการดำเนินงาน จากการสังเคราะห์งานวิจัยด้านการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ระหว่างปี 2546 – 2552 ทำให้ได้องค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ในการแก้ปัญหาพื้นฐานของผู้สูงอายุซึ่งมีมานานแล้ว และในปัจจุบันก็ยังคงเป็นปัญหาอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาการนำแผนไปสู่การปฏิบัติที่เป็นไปอย่างล่าช้า ขาดการติดตามและประเมินผล

             (6) องค์ความรู้เกี่ยวกับผลกระทบของการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนและการจัดสวัสดิการให้กับผู้สูงอายุ  จากการสังเคราะห์งานวิจัย 4 เรื่องเกี่ยวกับผลกระทบของการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนทำให้เกิดองค์ความรู้ที่กระจ่างชัดเป็นอย่างมากว่าการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนมีทั้งโอกาสที่จะทำให้ประเทศไทยมีการพัฒนาในหลายๆด้าน ในขณะเดียวกันก็เกิดผลกระทบที่เป็นปัญหาให้ต้องแก้ไขด้วยเช่นกัน

             โอกาสที่จะเกิดขึ้นคือ ประชาชนมีโอกาสในการเรียนรู้ประเทศเพื่อนบ้าน สถานศึกษามีการปรับตัวเพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ประเทศไทยมีโอกาสในการพัฒนาตนเองเพื่อการแข่งขัน ฯลฯ  ส่วนผลกระทบในเชิงลบ อาจมีปัญหาสังคมเพิ่มมากขึ้น ประเทศไทยมีภาระค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการสำหรับผู้ด้อยโอกาสและแรงงานระดับล่างเพิ่มขึ้น นำไปสู่ปัญหาทางด้านงบประมาณของภาครัฐที่จะนำมาสู่การจัดสวัสดิการ

ที่สำคัญคืองานวิจัยชุดนี้ทำให้ประเทศไทยต้องมีการเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ เพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ได้แก่ การเตรียมความพร้อมของบุคลากรให้มีความพร้อมทั้งในด้านทักษะ สมรรถนะ และทัศนคติในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน การปรับโครงสร้างของส่วนราชการ และหน่วยงานในสังกัด ให้สอดคล้องกับภารกิจที่ต้องดำเนินงานเพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน การออกแบบกระบวนงาน และระบบการติดต่อสื่อสารที่เหมาะสมสอดคล้องภารกิจเพื่อให้สามารถปฏิบัติภารกิจที่เชื่อมโยงกับประเทศสมาชิกอาเซียนได้ เป็นต้น

สำหรับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในประชาคมอาเซียน งานวิจัยได้ชี้ว่าควรมีความร่วมมือ 5 ด้าน คือ 1) ความร่วมมือในการกำหนดนโยบายด้านผู้สูงอายุเป็นนโยบายหลักของประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน และการนำไปปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ 2) ความร่วมมือในการจัดทำฐานข้อมูลด้านผู้สูงอายุ 3) ความร่วมมือในการทำวิจัยและแบ่งปันความรู้ด้านผู้สูงอายุ 4) ความร่วมมือในการพัฒนาเครือข่ายผู้ที่ทำงานด้านผู้สูงอายุ 5) ความร่วมมือในการพัฒนาระบบสวัสดิการสังคมสำหรับผู้สูงอายุ เนื่องจากผู้สูงอายุในประชาคมอาเซียนส่วนใหญ่มีฐานะยากจน

  1. ข้อเสนอแนะระดับนโยบาย

          จากข้อสรุปของการสังเคราะห์งานวิจัยด้านผู้สูงอายุดังกล่าว ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะระดับนโยบายต่อกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ดังต่อไปนี้

  • ควรร่วมมือกับสำนักงานสถิติแห่งชาติจัดทำการสำรวจสถานการณ์ของผู้สูงอายุทั่วประเทศทั้งในเขตเมือง กึ่งเมืองกึ่งชนบท และชนบท ทุกๆ 3 ปี โดยเน้นประเด็นสุขภาพ รายได้ ความเสี่ยงในการดำเนินชีวิต ความพึงพอใจในคุณภาพชีวิต การเข้าถึงสิทธิด้านต่างๆ ความรู้ ความสามารถหรือภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มี และความช่วยเหลือที่ต้องการ  แล้วนำข้อมูลเหล่านี้จัดทำฐานข้อมูลผู้สูงอายุไทยที่สามารถนำออกมาใช้ในการกำหนดนโยบายต่อผู้สูงอายุได้อย่างสอดคล้องกับปัญหาและสถานการณ์ของผู้สูงอายุในแต่ละพื้นที่ แทนที่การกำหนดนโยบายแบบสำเร็จรูปชุดเดียวทั่วประเทศแบบ One side fit all ซึ่งเป็นนโยบายที่ผิดพลาด
  • ควรจัดจ้างที่ปรึกษาหรือผู้เชียวชาญทำการศึกษาวิจัยเชิงประเมินความเหมาะสม ประสิทธิภาพ และประสิทธิผลของรูปแบบการจัดบริการผู้สูงอายุเชิงสถาบันที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน คือ ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ ใน 12 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา เชียงใหม่ ลำปาง บุรีรัมย์ ขอนแก่น นครพนม ชลบุรี สงขลา ภูเก็ต และยะลา รวมทั้งการประเมินรูปแบบการจัดบริการผู้สูงอายุทั้ง 12 รูปแบบ ได้แก่ (1) โครงการอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน (2) การจัดบริการสังคมรูปแบบกลุ่มพึ่งพา (Group Home) และบริการดูแลที่บ้าน (3) การจัดสวัสดิการที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุในแต่ละช่วงวัย (4) การจัดระบบดูแลทางสังคมและระบบการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุในครอบครัวและชุมชน (5) ระบบการดูแลระยะยาวเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงเพื่อวัยสูงอายุ (6) การบริการด้านสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุพิการ (7) การจัดระบบดูแลทางสังคมและระบบการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุในครอบครัวและชุมชน (8) การจัดบริการสวัสดิการสังคมสำหรับผู้สูงอายุในระดับตำบลอย่างมีส่วนร่วม (9) การเตรียมความพร้อมให้กับประชาชนในการเข้าสู่วัยผู้สูงอายุอย่างมีส่วนร่วม (11) รูปแบบการจัดสวัสดิการสังคมไทยในอนาคต (12) การให้บริการของธุรกิจบริการสำหรับผู้สูงอายุ ทั้งนี้เพื่อนำผลการศึกษาวิจัยไปทำการกำหนดนโยบายและปรับปรุงการจัดบริการผู้สูงอายุในรูปแบบต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่สูงขึ้น
  • ควรทบทวนกฎหมาย ระเบียบ ข้อกำหนดต่างๆ ของกองทุนผู้สูงอายุที่เป็นข้อจำกัดในการให้ทุนสนับสนุนแก่ผู้สูงอายุในการประกอบอาชีพ หรือสนับสนุนจัดทำโครงการสวัสดิการชุมชนสำหรับผู้สูงอายุในทุกพื้นที่ที่มีความต้องการ ซึ่งควรมีโครงสร้างที่ชัดเจน เอื้อต่อการปฏิบัติงานของกองทุนทุกระดับ สามารถเชื่อมโยงการทำงานของกองทุนที่มีในส่วนกลางกับส่วนภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้เป็นการใช้กองทุนผู้สูงอายุเป็นเครื่องมือในการรองรับสังคมผู้สูงอายุให้ผู้สูงอายุดูแลกันเองอีกทางหนึ่งโดยปราศจากข้อจำกัดจากระเบียบของกองทุน
  • ควรมีนโยบายในการส่งเสริมการศึกษาวิจัยเพื่อให้ได้นวัตกรรมในการเฝ้าระวังดูแลสุขภาพ และความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุ โดยควรประสานงานกับศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ส่งเสริมให้มีทั้งการวิจัยเชิงเทคนิค และวิจัยเชิงนโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อเร่งให้ผลงานวิจัยเกิดขึ้นจริงที่เอื้อประโยชน์ต่อผู้สูงอายุ ราคาไม่แพง และใช้ได้อย่างสะดวก
  • ควรจัดให้มีการประชุมในระดับอนุภูมิภาคอาเซียนที่มีพรหมแดนติดกับประเทศไทย ได้แก่ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และราชอาณาจักรกัมพูชา เกี่ยวกับการประสานความร่วมมือในการดูแลผู้สูงอายุที่มากับแรงงานอพยพ เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศปลายทางของแรงงานอพยพของทั้ง 3 ประเทศดังกล่าว ซึ่งมีผู้สูงอายุจำนวนมากที่มีคุณภาพชีวิตอยู่ในระดับต่ำ ทั้งนี้เป็นการแสดงความรับผิดชอบของประเทศไทยในการปฏิบัติตามประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียนที่มุ่งหวังเป็นประชาคมที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง มีสังคมที่เอื้ออาทรและแบ่งปัน ประชากรอาเซียนมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดี และมีการพัฒนาในทุกด้านเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งได้มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2558 แล้ว ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุจะมีประเด็นการคุ้มครองและสวัสดิการสังคม สิทธิและความยุติธรรมทางสังคม ที่ต้องมีการกำหนดนโยบายความร่วมมือจากทั้ง 3 ประเทศในการร่วมกันดูแลผู้สูงอายุที่มาพร้อมกับแรงงานอพยพอย่างเป็นรูปธรรม

     10. ข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยครั้งต่อไป

          เพื่อให้องค์ความรู้ด้านผู้สูงอายุมีความลึกซึ้งและทันสมัยมากขึ้น ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะให้มีการทำวิจัยเพิ่มเติมในประเด็นดังต่อไปนี้

  • ควรมีการศึกษาปัญหา และความต้องการการคุ้มครองทางสังคมในกลุ่มผู้สูงอายุพิการแต่ละประเภทความพิการ เนื่องจากมาตรการในการคุ้มครองผู้สูงอายุที่พิการแต่ละประเภทมีความแตกต่างกัน
  • ควรมีการศึกษารูปแบบการจัดบริการทางสังคมสำหรับกลุ่มผู้สูงอายุที่ลูกหลานต้องทำงานและต้องอยู่บ้านคนเดียวเพื่อหารูปแบบที่เหมาะสม และมีประสิทธิภาพในการจัดบริการทางสังคมให้กับกลุ่มผู้สูงอายุดังกล่าว
  • ควรมีการศึกษาถอดบทเรียน รูปแบบการบริการผู้สูงอายุในแต่ละรูปแบบทั้งที่ดำเนินการโดยรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชน องค์กรเอกชน พหุภาคีและธุรกิจเอกชน ที่ประสบความสำเร็จ เพื่อเป็นตัวแบบให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชน และภาคส่วนต่างๆ ได้เรียนรู้และนำไปปรับใช้ให้เกิดประสิทธิภาพกับองค์กรของตน
  • ควรมีการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) นวัตกรรมทางเทคโนโลยีสำหรับการเฝ้าระวังกลุ่มผู้สูงอายุที่นอนติดเตียงหรือช่วยเหลือตนเองไม่ได้
  • ควรมีการวิจัยประเมินผลแผนผู้สูงอายุแห่งชาติ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2545 - 2564) ในแต่ละยุทธศาสตร์ทุกๆ 2 ปี เพื่อการปรับปรุงแผนให้มีความสอดคล้องกับสถานการณ์ของผู้สูงอายุที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

บรรณานุกรม 

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์. (2548) . ระบบการพัฒนาสังคมที่นำไปสู่ความมั่นคงของมนุษย์. กรุงเทพฯ. บริษัทเนติกุลการพิมพ์ (2541) จำกัด.

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์. (ร่าง)ยุทธศาสตร์กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พ.ศ. 2555 – 2559 . กรุงเทพฯ : กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์.(ออนไลน์): (http://lms.thaicyberu.go.th/officialtcu/main/advcourse /presentstu /course/bm521/sorarit_2/  sor arit-eb2/content/GPT4.htm).

กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์. การจัดสวัสดิการสังคม. (ออนไลน์) (http://www. msociety.go.th/mso/n18.htm)

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์. (2548). รายงานการศึกษาเรื่อง ทิศทางและรูปแบบการจัดสวัสดิการสังคมของประเทศไทย. กรุงเทพฯ : ห้างหุ่นส่วนจำกัด เทพเพ็ญวานิสย์

กองนิติการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์. 2547. คำอธิบาย พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 พระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 พระราชบัญญัติส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม พ.ศ. 2546. กรุงเทพมหานคร: เทพเพ็ญวานิสย์.

กิตติพัฒน์ นนทปัทมะดุลย์. 2535. การวัดแรงสนับสนุนทางสังคม. วารสารสังคมศาสตร์.7(1-12): 170.

จริยาวัตร คมพยัคฆ์. 2531. “แรงสนับสนุนทางสังคม : มโนทัศน์และการนำไปใช้”. วารสารพยาบาล. (เมษายน – มิถุนายน 2531).

จันทนา รณฤทธิ์วิชัย. (2533). คู่มือการพยาบาลผู้สูงอายุ. กรุงเทพมหานคร : คณะพยาบาลศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล

จรัสวรรณ เทียนประภาศ และ พัชรี ตันศิริ. 2533. การพยาบาลผู้สูงอายุ. กรุงเทพฯ : รุ่งเรืองธรรม.

ทรงจิต พูลลาภ. (2544). ภูมิปัญญาพื้นบ้านสืบสานสู่ความเป็นสากลศักยภาพและสถานภาพของภูมิปัญญาไทย เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็ง. กรุงเทพมหานคร: สำนักงานคณะกรรมการการวิจัยแห่งชาติ

ทัศนีย์ ทองไชย. (2542). สภาพและแนวทางการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้ในการจัดการเรียนการสอนวิชาสังคมในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา จังหวัดอุบลราชธานี. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัญฑิต. สาขาวิชาสังคมศึกษา บัญฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น.

นภาพร ชโยวรรณ. 2542. สถานการณ์ผู้สูงอายุในปัจจุบัน : การประชุมวิชาการแห่งชาติว่าด้วยผู้สูงอายุ:  สู่วัยสูงอายุด้วยคุณภาพ. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

นารีรัตน์ จิตรมนตรี และสาวิตรี ทยานศิลป์. รายงานการวิจัยการทบทวนองค์ความรู้และแนวทางการ จัดสวัสดิการผู้สูงอายุในประเทศไทย.

นิธิ เอียวศรีวงศ์. (2539). สังคมไทยในกระแสการเปลี่ยนแปลง. กรุงเทพ: คณะกรรมการการเผยแพร่และส่งเสริมการพัฒนา.

บุญเยี่ยม ตระกูลวงษ์. 2528. “จิตวิทยาสังคมกับการสาธารณสุข” เอกสารการสอนชุดวิชาสังคมวิทยาการแพทย์. มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ชวนพิมพ์.

บัญฑูรย์ เศรษฐศิโรตม์ และ เจษฏ์ โทณะวณิก. (2548). โครงการสัมมนาเรื่องบทบาท/ท่าทีของไทย ต่อการคุ้มคุ้มครองภูมิปัญญาท้องถิ่น. (ออนไลน์) http://www.measwatch.org/ sites/ default /files/bookfile/detail_0.pdf

ปราโมทย์ วังสะอาด. (2530). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อสุขภาพจิตของผู้สูงอายุในเขตเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์. วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาวิชาประชากรศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยมหิดล.

ประเวส วะสี. (2542). ชุมชนเข้มแข็ง ทุนทางสังคมของไทย. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนเพื่อสังคม และธนาคารออมสิน

เปรมฤดี เจริญพร. 2542. ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะสุขภาพ การควบคุมตนเอง แรงสนับสนุนทางสังคมและความพึงพอใจในการปฏิบัติงาน กับพฤติกรรมการป้องกันสุขภาพของพนักงานรักษาความสะอาด กรุงเทพมหานคร. วิทยานิพนธ์ปริญญาโท,มหาวิทยาลัยมหิดล.

ไพรัช บวรสมพงษ์. 2542. อัตมโนทัศน์ การสนับสนุนทางสังคมกับพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคพิษสุราเรื้อรัง ปทุมธานี : วิทยานิพนธ์ปริญญาโท มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

พรรณทิพย์ เพชรมาก. (2548) . สวัสดิการชุมชนพึ่งตนเอง (เอกสารอัดสำเนา)

พระราชบัญญัติส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม 2546. (ออนไลน์) http://www.thailandlawyercentre.com /index.php?lay=show&ac=article&ld=538975457&Ntype=19

พระราชบัญญัติส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม 2546. (ออนไลน์) http://www.thailandlawyercenter.com /index.php?lay=show&ac=article&ld=538975457&Ntype=19

พระธรรมปิฎิก (ป.อ.ปยุตโต). 2539. การพัฒนาที่ยั่งยืน. (พิมพ์ครั้งที่ 9). กรุงเทพ: สำนักพิมพ์มูลนิธิโกมล            คีมทอง.

ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม. (2542). ชุมชนเข้มแข็ง ทุนทางสังคมของไทย. กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนเพื่อสังคมและธนาคารออมสิน

ไมตรี ติยะรัตนกูร. (2536). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับสุขภาพจิตของผู้สูงอายุในกรุงเทพมหานคร:กรณีศึกษาผู้สูงอายุในชมรมผู้สูงอายุกรุงเทพมหานคร. วิทยานิพนธ์ปริญญาสังคมศาสตร์มหาบัณฑิต,สาขาวิจัยประชากรและสังคม, บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยมหิดล.

ระพีพรรณ คำหอม. (2549). สวัสดิการสังคมกับการสังคมไทย (Social Welfare in Thai Society).(พิมพ์ครั้งที่2). กรุงเทพฯ : บริษัทพริกหวานกราฟฟิค จำกัด.

รุ่ง แก้วแดง. (2542). ปฏิวัติการศึกษาไทย. พิมพ์ครั้งที่ 6. กรุงเทพมหานคร: พิฆเณศ พริ๊นติ้ง เซ็นเตอร์.

วรพงษ์ พลูพานิช. (2548).  สิ่งที่ได้รับความคุ้มครองตามแนวคิดว่าด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่น. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

เวกวรพันธ์ ฉ่ำสันเทียะ. (2541). การศึกษาการจัดการศึกษาเพื่อถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นในโรงเรียนประถมศึกษาสังกัดสำนักงานการประถมศึกษา จังหวัดชัยภูมิ: กรณีศึกษากลุ่มไทยลาว.วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต บัญฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น.

สมจิต หนุเจริญกุล. “การช่วยเหลือผู้ป่วยในการปรับตัวต่อภาวะวิกฤติของชีวิต”. วารสารพยาบาล.    (เมษายน – มิถุนายน 2531).

สมศักดิ์ ศรีสันติสุข. 2539. สังคมวิทยาภาวะผู้สูงอายุ: ความเป็นจริงและการคาดการณ์ในสังคมไทย. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สุทธิวงค์ พงษ์ไพบูลย์. 2540. ภูมิปัญญาชาวบ้านภาคใต้, ทักษิณคดี. 4 (3)(ก.พ.-ก.ค.) 1-42.

สุนทรีย์ โคมิน. (2536). “การพัฒนาสังคมกับค่านิยม,” ใน การศึกษาและวัฒนธรรม ประมวลบทความทางวิชาการ. หน้า 26. กรุงเทพฯ : กระทรวงศึกษาธิการ.

สุภางค์ จันทวานิช และวรรณี ไทยานันท์. (2539). แนวคิดและเครื่องชี้วัดการพัฒนาสังคมและคุณภาพชีวิตของประเทศไทย.

สุรวัฒน์ คูวิเศษแสง. 2545. ความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะส่วนบุคคล การสนับสนุนทางสังคม การรับรู้คุณค่าของตนเอง การมุ่งอนาคตและการควบคุมตนเองกับการเสพยาบ้าซ้ำของเยาวชน วิทยานิพนธ์ปริญญาโท มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

สัญญา สัญญาวิวัฒน์ ทฤษฎีและกลยุทธ์การพัฒนาสังคม พิมพ์ครั้งที่ 4 กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์แห่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2546

สำนักคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2549) . สรุปผลการสัมมนา เรื่องทุนวัฒนธรรมและภูมิปัญญากับการสร้างสรรค์คุณค่าและมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย.กรุงเทพฯ.

สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. 2548. ภูมิปัญญาไทย. (ออนไลน์): http://www.thaiwisdom .org/wisdom.html.

สำนักพัฒนาสังคมและคุณภาพชีวิต (2546). http://pattanathai.nesdb.go.th/Knowledge_pdf /social_capita.pdf

องค์การภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิคแห่งสมาพันธ์สหภาพแรงงานเสรีระหว่างประเทศ, 2541. การคุ้มครองทางสังคมในเอเชียและแปซิฟิค : เพื่อวันพรุ้งนี้ที่ดีกว่าวันนี้ (แถลงการณ์และข้อเสนอแนะ)

อเนก นาคะบุตร. (2536). ทุนทางสังคมและประชาสังคมในเมืองไทย. กรุงเทพมหานคร : สำนักกองทุนเพื่อสังคม.ธนาคารออมสิน,2545.

อภิญญา เวชยชัย และศิริพร ยอดกมลศาสตร์. (2547). สวัสดิการสังคมฉบับชาวบ้าน แนวคิด นโยบายแนวทางปฏิบัติ. กรุงเทพฯ : บริษัท เอดิสัน เพรส โปรดักส์ จำกัด.

อุทัย หิรัญโต. (2531). การปกครองท้องถิ่น. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์.

อุรวี เงารุ่งเรือง. (2550). บทบาทกรมทรัพย์สินทางปัญญาในการคุ้งครองภูมิปัญญาท้องถิ่น. สาขาบริหารจัดการสาธารณะสำหรับนักบริหาร คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2550.

Beck, W.,van der Maesen, L.,and Walker,A. (1997) The Social Quality of Europe. The Hague: Kluwer International.

Cobb, S. 1976. Social Support and Health. Academic Press, New York.

Cobb,S.and House. 1976. “Social Support as a Moderator of Life Stress”.Psychosomatics Medicine 38 (September – October 1976) : 300-313

Kahn, R.L.1979. Aging Social Support Aging from Birth to Death : Interdisciplinary Perspective. Bolder Cola, East View Press.

Olive Evans (1988) Group Living for the Elderly, New York times.

Tilden, V.P. &  Weiner, C. 1987. “Social Support and the Chronically 11 Individual”.Nursing Clinics of North American 22 (September – October 1987) : 614.

Walker,A.(1998). “The Amsterdam Declaration on the Social Quality of Europe,” European Journal of Social Work. 1.

(http://en,wikipedia.org/wiki/Old_age) (download date : Mar 22,2006)

(http://hp.anamai.moph.go.th/soongwai/statics/health/prepared/topic002.php สืบค้นเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2556)

 

[1] เอกสารประกอบการเสวนาเพื่อการจัดการความรู้ด้านผู้สูงอายุ ของคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์และสวัสดิการสังคม

[2] อาจารย์ประจำคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์และสวัสดิการสังคม มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ

สนใจเป็นนักสังคมสงเคราะห์วิชาชีพ สมัครเรียนที่นี่

คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์และสวัสดิการสังคม มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ

 

Style Selector

Layout Style

Predefined Colors

Background Image