สรุปข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวเนื่องกับการส่งเสริมสุขภาวะผู้สูงอายุ

สรุปข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวเนื่องกับการส่งเสริมสุขภาวะผู้สูงอายุและประชาชน

ในพื้นที่ หมู่ 2 9 และ 10 [1]

-------------------------------------------------------------------------------------------------------

            ข้อมูลในเอกสารฉบับนี้ สรุปมาจากรายงานวิจัย 2 เรื่อง ที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากบริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ (BAFS) ได้แก่ 1) การสำรวจความคิดเห็น ทัศนคติ และความต้องการของชุมชนรอบบริเวณที่ตั้งสถานีบริการน้ำมันอากาศยานดอนเมืองและสุวรรณภูมิ (ดำเนินการโดยคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ) และ 2)โครงการตรวจสุขภาพชุมชน (ดำเนินการโดยคณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ) โดย BAFS เป็นองค์กรริเริ่มให้ดำเนินการและสนับสนุนงบประมาณทั้ง 2 โครงการ โดยเอกสารฉบับนี้ มีข้อมูลที่เกี่ยวข้องเฉพาะสุขภาวะผู้สูงอายุใน 3 หมู่  คือหมู่ที่  2 9 และ 10 ดังนี้

  1. จากข้อมูลสำรวจความต้องการของวิจัยฉบับที่ 1) ส่วนที่เป็นข้อมูลทั่วไป พบว่า มีจำนวนกลุ่มตัวอย่างที่สำรวจได้ทั้งหมด 308 คน มีผู้สูงอายุที่อายุมากกว่า 60 ปี จำนวน 41 คน คิดเป็นร้อยละ 13.31 และผู้ที่อายุระหว่าง 51 - 60 ปี จำนวน 54 คน คิดเป็นร้อยละ  17.53 ซึ่งกลุ่มหลังนี้ เป็นกลุ่มที่ยังมีพละกำลังในการทำงานและน่าจะทำกิจกรรมเพื่อชุมชนได้ ซึ่งควรมีการเตรียมตัวหรือความพร้อมด้านสุขภาวะที่ดี เพื่อเข้าสู่การเป็นผู้สูงอายุในลำดับต่อไป
  2. จากผลการสำรวจฉบับเดียวกัน เรื่องโครงการต่างๆ ในพื้นที่ทั้ง 2 แห่ง (ทั้งดอนเมืองและสุวรรณภูมิ) ที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณการทำโครงการต่างๆ ในพื้นที่จาก BAFS พบว่า โครงการที่มีคะแนนความพึงพอใจสูงที่สุด คือ โครงการทางด้านสุขภาพชุมชนโดยเฉพาะโครงการตรวจสุขภาพเบื้องต้นให้กับคนในชุมชน (การให้บริการตรวจสุขภาพแก่คนในชุมชนฟรี) ซึ่งสอดคล้องกับผลการสำรวจทั้ง 2 พื้นที่ เรื่องความต้องการที่มีคะแนนเฉลี่ยมากที่สุด อันดับแรกคือ ด้านสุขภาพอนามัย  (4.20) รองลงมาคือด้านทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (4.19) และด้านครอบครัวและผู้สูงอายุ (4.15)

      3. ข้อมูลสำรวจเรื่องความต้องการด้านสุขภาพอนามัย พบว่า ประเด็นที่มีความต้องการมากของพื้นที่สุวรรณภูมิ คือ ความต้องการบริการตรวจสุขภาพฟรีเป็นประจำทุกปี (4.38) รองลงมาคือความต้องการให้มีการพัฒนาคุณภาพการบริการทางด้านสุขภาพในพื้นที่ (4.13) และความต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพัฒนาเรื่องความสะดวกสบายในการเข้ารับการบริการทางสุขภาพ (4.11) ตามลำดับ 

  1. ข้อมูลสำรวจเรื่องความต้องการในด้านครอบครัวและผู้สูงอายุ พบว่า ประเด็นที่มีความต้องการมากของพื้นที่สุวรรณภูมิ คือ ต้องการให้มีการพัฒนาคุณภาพการให้ความช่วยเหลือดูแลแก่ผู้สูงอายุ หรือคน

พิการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (4.20)  ต้องการให้มีระบบสนับสนุน และช่วยเหลือดูแลแก่ผู้สูงอายุ หรือคนพิการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มากขึ้น(4.19) ต้องการรับบริการสถานบริการด้านสุขภาพของผู้สูงอายุหรือคนพิการ (4.04) ตามลำดับ

 

            ข้อมูลผลการสำรวจความคิดเห็น และทัศนคติของชุมชนโดยการสัมภาษณ์ แบบไม่เป็นทางการ ที่มีโครงสร้างคำถามชัดเจน

            งานวิจัยสำรวจความต้องการฯ ได้สำรวจความต้องการเพื่อพัฒนาสุขภาวะ 8  ด้านของชุมชน  หากแต่ข้อมูลฉบับนี้ นำมาเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวกับสุขภาวะผู้สูงอายุ ดังนี้

  1. ด้านสุขภาพอนามัยในพื้นที่สุวรรณภูมิ พบว่า ปัญหาสุขภาพหลักๆ ของคนในชุมชน จะเป็นปัญหาการเจ็บป่วยทั่วๆ ไป โดยเฉพาะโรคเบาหวาน และความดันสูง ที่ส่วนใหญ่พบในผู้สูงอายุ สถานที่ที่ชาวบ้านมักจะเข้ารับการรักษาหรือบริการ คือ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลศีรษะจรเข้น้อย (รพสต. ตรงวัดหัวคู้) และถ้าป่วยหนักจะไปโรงพยาบาลตามที่ตนเองถือบัตรทอง/บัตรประกันสังคมไว้ โรงพยาบาลที่ชาวบ้านไปรับการรักษาที่นอกเหนือจาก รพสต. คือ โรงพยาบาลบางพลี โรงพยาบาลบางเสาธง โรงพยาบาลลาดกระบัง นอกจากนั้นแล้วก็มีโรงพยาบาลจุฬารัตน์ 9 โรงพยาบาลรามคำแหง หรือโรงพยาบาลสิรินธร

ในหมู่ที่ 9 มีผู้สูงอาอายุที่เดินไม่ได้ 1 ราย แต่มีลูกหลานดูแล ไม่มีกรณีผู้สูงอายุที่ถูกทอดทิ้ง และในหมู่ 9 มีข้อมูลระบุว่า "ในชุมชนมีบริการเดินเยี่ยมตามบ้านและมีบริการเจาะน้ำตาลปลายนิ้วโดยนัดชาวบ้านเดือนละครั้ง เพื่อติดตามระดับน้ำตาลในเลือดในกลุ่มที่เสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน และในรายที่เดินทางไปโรงพยาบาลไม่ไหว อสม. ก็จะเจาะเลือดปลายนิ้วเพื่อนำผลน้ำตาลที่ได้ไปขอยากับหมอที่รพสต.

ทั้งนี้ปัญหาที่ทั้ง 3 หมู่บ้านมีเหมือนกันคือ ปัญหาและอุปสรรคในการรับบริการของผู้สูงอายุ เรื่อง การเดินทางไปรับการบริการไม่สะดวกหรือไปไม่ไหว ทำให้ไม่ค่อยได้ไปโรงพยาบาลตามหมอนัด  

ข้อมูลเพิ่มเติมจากองค์การบริหารส่วนตำบลศีรษะจรเข้น้อย ต่อประเด็นนี้ ระบุว่า "การบริการด้านสาธารณสุขให้แก่ประชาชนในพื้นที่ไม่เป็นปัญหา เพราะมีทีมอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านหรือหน่วยบริการประชาชนเคลื่อนที่ที่ออกหน่วยกันเป็นประจำ ปัญหาสุขภาพส่วนใหญ่เกิดจากการดูแลสุขภาพของประชาชนเองมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมการใช้ชีวิตหรืออาหารการกิน ดังนั้น อาจจะให้ความรู้ด้านการดูแล  สุขภาพเพิ่มขึ้น ซึ่งการให้ความรู้นั้นมันส่งผลมากกว่าหากเราเลือกกลุ่มเป้าหมายเป็นเด็ก จะเป็นการแก้ปัญหาในระยะยาว แต่ที่ผ่านมาที่เราทำนั้น ส่วนมากไม่ใช่การป้องกันแต่เป็นการรักษาเสียมากกว่า" 

            ข้อสังเกตเพิ่มเติมต่อเรื่องนี้คือ อสม. แต่ละหมู่บ้านมีศักยภาพในการดูแลและเข้าถึงผู้สูงอายุและผู้พิการแตกต่างกันหรือไม่ และต้องการเพิ่มเติมศักยภาพหรือสนับสนุนเรื่องอะไรบ้าง เพื่อให้สามารถเข้าถึงผู้สูงอายุและสามารถทำงานในเชิงป้องกันได้มากขึ้น และดำเนินงานได้ครอบคลุมสุขภาวะทั้ง 4 มิติ (กาย ใจ

สังคม และจิตวิญญาณ/ภูมิปัญญา)           

  1. ด้านครอบครัวและผู้สูงอายุ พบว่า  ผู้สูงอายุ และคนพิการส่วนใหญ่ในทั้ง 3 หมู่ จะดูแลกันได้โดยมีครอบครัวดูแล และทาง อบต.ได้ให้การช่วยเหลืออยู่เป็นประจำ ทั้งการให้เงินและสิ่งของช่วยเหลือตามความจำเป็นแต่ละกรณี โดยหมู่ 2 ไม่มีข้อมูลระบุจำนวนผู้สูงอายุในชุมชน แต่ข้อมูลจากอบต. (พ.ศ. 2557) ระบุว่ามีผู้สูงอายุจำนวน 103 คน ส่วนงานวิจัยสำรวจนี้ (พ.ศ.2558) ระบุว่าหมู่ 9 มีข้อมูลระบุว่ามีผู้สูงอายุในชุมชน (อายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป) มีประมาณ 70 คน และไม่มีคนพิการในชุมชน ส่วนหมู่ 10 ผู้สูงอายุ ประมาณ 130 คน ส่วนคนพิการมี 8 คน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นอัมพฤกษ์หรืออัมพาต มีหนึ่งรายที่พิการแต่กำเนิดคือเป็นใบ้หูหนวก โดยรวมแล้วทั้ง 3 หมู่บ้าน มีผู้สูงอายุประมาณ 303 คน

        การวิจัยสำรวจฉบับนี้ ระบุว่า "การดูแลผู้สูงอายุและคนพิการ จะมีอสม.และอบต. คอยลงพื้นที่เยี่ยมอยู่แล้วโดยปกติจะเป็นการถามสารทุกข์สุกดิบ มีการลงพื้นที่เพื่อเยี่ยมผู้สูงอายุ ประมาณ 1-2 ครั้ง/เดือน การจัดเบี้ยยังชีพให้แก่ผู้สูงอายุ และคนพิการ มีการจัดของเยี่ยมผู้สูงอายุและคนพิการด้วยแต่ไม่บ่อย  แล้วแต่โอกาส ซึ่งเป็นการประสานงานร่วมกันระหว่างอบต.และอสม."

            ทั้งนี้ อสม.ที่ปฏิบัติงานดูแลผู้สูงอายุในพื้นที่แต่ละหมู่ จะมีการตรวจวัดความดัน ชั่งน้ำหนัก และตรวจน้ำตาลในเลือด (เบาหวาน)ให้แก่ผู้สูงอายุ โดยอสม.ทุกคนจะได้รับกระเป๋าเครื่องมือ เพื่อลงพื้นที่เยี่ยมผู้สูงอายุและคนพิการคนละ 1 ชุด โดยกระเป๋าเครื่องมือมีอุปกรณ์วัดความดัน ที่ชั่งน้ำหนัก และเครื่องวัดเบาหวาน ทั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจาก อบต.ศรีษะจรเข้น้อย และอบจ.สมุทรปราการ

นอกจากนี้ข้อมูลสำรวจระบุว่า ตำบลศีรษะจรเข้น้อย มีการจัดตั้งชมรมผู้สูงอายุขึ้น หากแต่มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมไม่เกิน 100 คนในแต่ละเดือน จากผู้สูงอายุทั้งหมดของตำบลประมาณ 700-800 คน สาเหตุมาจากผู้สูงอายุส่วนใหญ่ต้องดูแลลูกหลาน เดินทางลำบากถ้าไม่มีญาติมารับส่ง หรือผู้สูงอายุบางคนก็ไม่ชอบอึกทึกครึกโครม จึงไม่มาร่วมกิจกรรม

ข้อสังเกตเพิ่มเติมต่อเรื่องนี้คือ สุขภาพกายและจิต ของผู้สูงอายุที่มีภาระต้องดูแลลูกหลานเป็น อย่างไรบ้าง ต้องการการสนับสนุนหรือช่วยเหลือในเรื่องใดบ้าง เช่น ความรู้เรื่องอาหารการกินของตนและลูกหลานเป็นอย่างไร วิธีการดูแลบุตรหลานและสุขภาพเป็นอย่างไร 

            เมื่อพิจารณาข้อมูลจากแหล่งอื่นๆ ที่นอกเหนือจากงานวิจัยสำรวจนี้ คือข้อมูลจากบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ของอบต.ศีรษะจระเข้น้อย ปีงบประมาณ 2557 มีผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป จำนวน 10 หมู่บ้านจากทั้งหมด 12 หมู่บ้าน ที่มีอัตราส่วนร้อยละของผู้สูงอายุมากกว่าร้อยละ 10 ตามข้อกำหนดขององค์การสหประชาชาติ (UN) ซึ่งรวมหมู่ที่ 2 9 และ 10 และข้อมูลจากตารางที่ 1 สัดส่วน อสม.กับผู้สูงอายุและผู้พิการในแต่ละหมู่บ้านพบว่า มีสัดส่วนที่แตกต่างกัน ดังนี้

 

          ตารางที่ 1 สัดส่วน อสม.กับผู้สูงอายุและผู้พิการในแต่ละหมู่บ้านที่มา : ข้อมูลจากรพสต. ต.ศีรษะจรเข้น้อย "ฐานข้อมูลประชากรกลางปี 2558

พื้นที่เป้าหมายใน ต.ศีรษะจรเข้น้อย

ผู้สูงอายุ

ผู้พิการ

จำนวน อสม.

ประเภทอาสาสมัครสาธารณสุข

สัดส่วนอสม.ต่อผู้สูงอายุและผู้พิการ

สหเวช

นักจัดการสุขภาพ

ผู้เชี่ยวชาญ

ทั่วไป

หมู่ที่ 2

210

8

10

0

3

4

3

01:21.8

หมู่ที่ 9

49

6

9

0

5

3

1

     1 : 6.1

หมู่ที่ 10

102

10

8

0

1

4

3

     1 : 14

            ข้อมูลในตารางข้างต้น แสดงให้เห็นว่าจำนวน อสม. ที่มีภารกิจเกี่ยวข้องโดยตรงกับผู้สูงอายุและผู้พิการ มีสัดส่วนที่มากกว่า 1 ต่อ 5 ทั้ง 3 หมู่ และมากกว่า 1 ต่อ 10 ใน 2 หมู่บ้าน และจากการพูดคุยเพิ่มเติมกับ อสม.ในพื้นที่พบว่า จำนวน อสม.ที่สามารถปฏิบัติภารกิจในการเยี่ยมบ้านและดูแลผู้สูงอายุที่รวมถึงผู้พิการ ไม่สามารถปฏิบัติงานได้ตามจำนวนทั้งหมด เนื่องด้วยข้อจำกัดทางด้านเศรษฐกิจที่ต้องประกอบอาชีพหารายได้ ทำให้จำนวน อสม.ที่สามารถปฏิบัติงานได้มีจำนวนน้อยกว่าที่ระบุในข้อมูลข้างต้น

            และจากข้อมูลในโครงการตรวจสุขภาพชุมชนทั้ง 3 หมู่บ้านในปี 2559 มีประชาชนมาตรวจสุขภาพทั้งหมด 86 คน มีผู้สูงอายุที่มารับการตรวจจำนวน 13 คน พบว่าผู้สูงอายุที่มาตรวจพบความดันโลหิตสูง 6 คน ไขมันในเลือดสูง 2 คน ความดันโลหิตสูงและไขมันสูง    2 คน โรคตา (ตาบอด ต้อกระจก ต้อเนื้อ) 2 คน และปกติ 1 คน

            จากข้อมูลทั้ง 2 ส่วนข้างต้น ถึงแม้จะมีจำนวนประชากรผู้สูงอายุใน 3 หมู่บ้าน ที่แตกต่างกันแต่ละช่วงเวลา หากแต่รวมกันแล้วมีไม่น้อยกว่า 300 คนใน 3 หมู่บ้าน หากแต่โครงการตรวจสุขภาพที่จัดขึ้นมีผู้สูงอายุมาตรวจเพียงจำนวน 13 คน มีปัญหาสุขภาพจำนวน 12 คน คิดเป็นร้อยละ 92.31 ซึ่งก็ยังคาดการณ์ไม่ได้ว่าผู้สูงอายุที่เหลืออีก 200 กว่าคน ไม่ได้มาตรวจสุขภาพด้วยเพราะเหตุผลใด ซึ่งเป็นไปได้ทั้งกรณีที่ว่า เพราะยังแข็งแรงดี จึงไม่มาตรวจสุขภาพ หรือเพราะต้องดูแลหลาน ไปทำงานหรือย้ายตามไปอยู่กับบุตรหลานนอกชุมชน หรือเพราะไม่มีเรี่ยวแรงในการเดินทางมาตรวจ ข้อมูลเหล่านี้ไม่ปรากฏในแหล่งใดที่ชัดเจน ซึ่งหมายถึงว่า การดำเนินงานด้านผู้สูงอายุ ยังขาดการเข้าถึงข้อมูลด้านสถานการณ์ ปัญหาและความต้องการของผู้สูงอายุกลุ่มต่างๆ ในพื้นที่ จึงจำเป็นต้องสนับสนุนการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ในการให้

ข้อมูลและร่วมทำงานเพื่อดูแลและส่งเสริมสุขภาวะผู้สูงอายุมากขึ้น ถึงจะสามารถเข้าถึงผู้สูงอายุและมีข้อมูล

เพียงพอต่อการวางแผนดำเนินงานในระยะยาว        

 

            ข้อสังเกตเพิ่มเติมต่อเรื่องนี้คือ ถ้าในปัจจุบัน การดำเนินการเพื่อส่งเสริมสุขภาวะผู้สูงอายุ ยังเป็นในลักษณะการรักษาดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงหรือเจ็บป่วย หากแต่การดำเนินการในเชิงป้องกันยังไม่ทั่วถึงและครอบคลุม ในระยะยาวชุมชนอาจจะต้องเผชิญกับสถานการณ์ผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิงหรือเจ็บป่วยมากขึ้นหรือไม่ ขณะที่จำนวน อสม. หรือผู้มีส่วนร่วมดำเนินการในการช่วยกันดูแลผู้สูงอายุ มีแนวโน้มว่ามีจำนวนเท่าเดิมหรือลดลง สถานการณ์ปัญหาด้านนี้ของชุมชนจะเป็นอย่างไรในระยะยาว

            ในเบื้องต้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องเสริมสร้างศักยภาพ อสม. ที่มีอยู่เดิม และเพิ่มจำนวนภาคประชาสังคมกลุ่มอื่นๆ ให้เข้ามามีส่วนร่วมดูแลผู้สูงอายุให้มากขึ้นทั้งในระดับครอบครัว (สมาชิกในครอบครัวผู้สูงอายุ ที่เริ่มจากดูแลผู้สูงอายุในบ้านตนเองและขยายสู่การดูแลผู้สูงอายุละแวกบ้านใกล้เคียง) และระดับชุมชน (กลุ่มอาสาสมัครต่างๆ เช่น กลุ่มสตรี กลุ่ม สภาเยาวชน ฯลฯ)

 

รายชื่อโครงการวิจัยและผู้วิจัยในข้อมูลฉบับนี้

  1. รายงานวิจัยเรื่อง การสำรวจความคิดเห็น ทัศนคติ และความต้องการของชุมชน รอบบริเวณที่ตั้งสถานีบริการน้ำมันอากาศยานดอนเมือง และสุวรรณภูมิ ของบริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BAFS)

            คณะผู้วิจัย

            อาจารย์นวลใย  วัฒนกูล                           ที่ปรึกษา

            ผศ.จริยาวัฒน์ โลหะพูนตระกูล                 ที่ปรึกษา

            อาจารย์ธนาชัย สุนทรอนันตชัย                 หัวหน้าโครงการวิจัย

            อาจารย์ ดร.เทอดพงศ์ ศรีสุขพันธุ์              นักวิจัย

            อาจารย์ ดร.กรวิภา  วิกัยนภากุล                 นักวิจัย                         

            อาจารย์ปิยะวัน วงษ์บุญหนัก                    นักวิจัย

            อาจารย์ศิริเพ็ญ กำแพงแก้ว                       นักวิจัย

            นางสาวยุพเรศ พรประดิษฐ์                      ผู้ช่วยนักวิจัย

  1. โครงการตรวจสุขภาพประชาชน หมู่ 2 9 และ 10

            ดำเนินการโดย

            คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ

             (รับผิดชอบหลักโดยดร.กรวิภา วิกันภากุลและคณะ)           

 

[1]   1.1  จัดทำข้อสรุปเบื้องต้นโดย ผศ.จริยาวัฒน์ โลหะพูนตระกูล (27 กันยายน 2559) โดยข้อมูลหลักทั้งหมดนำมาจากงานวิจัย 2 เรื่อง และข้อมูลแหล่งต่างๆ ประกอบเพิ่มเติมดังที่ระบุไว้  โดยข้อมูลสรุปนี้ สามารถนำใช้ประโยชน์เพื่อการทำงานในพื้นที่ หากแต่ไม่สามารถนำไปเผยแพร่สู่สาธารณะนอกพื้นที่ เนื่องจากระบบการอ้างอิงแหล่งข้อมูลยังไม่ได้ระบุให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ  

     1.2 รายชื่อโครงการวิจัยและผู้วิจัยปรากฏในท้ายข้อมูลฉบับนี้

สนใจเป็นนักสังคมสงเคราะห์วิชาชีพ สมัครเรียนที่นี่

คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์และสวัสดิการสังคม มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ

 

Style Selector

Layout Style

Predefined Colors

Background Image