การเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือ พื้นที่ตำบลศีรษะจรเข้น้อย

ประวัติความเป็นมาการเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อการส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชน พื้นที่ตำบลศีรษะจรเข้น้อย

อำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ

นวลใย  วัฒนกูล

คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์และสวัสดิการสังคม มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ

  1. 1. บริบทของชุมชน

ตำบลศีรษะจรเข้น้อย อำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ เป็นพื้นที่เกษตรกรรมที่โอบล้อมด้วยสนามบิณสุวรรณภูมิ คลังน้ำมันเชื้อเพลิงการบิน  และการรุกเข้ามาของบ้านจัดสรร และชุมชนเมืองรองรับความเจริญที่ตามมาจากสนามบิน สถาบันอุดมศึกษาขนาดใหญ่คือ สถาบันเทคโนโลยีเจ้าคุณทหา ลาดกระบัง และมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ โดย มีเนื้อที่ ประมาณ 24.10 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 15,055  ไร่โดยมีอาณาเขตติดต่อดังนี้

                    ทิศเหนือ          จรด    เขตลาดกระบัง  กรุงเทพมหานคร

                    ทิศใต้             จรด     ตำบลศีรษะจรเข้ใหญ่ 

                    ทิศตะวันออก     จรด     ตำบลบางเสาธง

                    ทิศตะวันตก      จรด     ตำบลหนองปรือ อำเภอบางพลี

พื้นที่ตำบลศีรษะจรเข้น้อยส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่มมีแล่งน้ำธรรมชาติเป็นคลองไหลผ่านจำนวน 14 คลอง  ประชากรทั้งสิ้น 8,440 คน แยกเป็นชาย  4,094 คน หญิง 4,346 คน จำนวนครัวเรือนทั้งสิ้น  4,179  ครัวเรือน มีความหนาแน่นเฉลี่ยประมาณ 350  คน / ตารางกิโลเมตร ประชากรเฉลี่ย 2 คน ต่อครอบครัว  ในจำนวนนี้มีจำนวนประชากรผู้สูงอายุประมาณ 800 คน

ประชากรกลุ่มดั่งเดิมอายุประมาณ 50 ปีขึ้นไปประกอบอาชีพในภาคเกษตร เลี้ยงปลา ปลูกผักเกษตร ปลูกไม้ผล ส่วนช่วยวัยทำงานตอนต้นและตอนกลางประกอบอาชีพในภาคอุตสาหกรรมและบริการ อย่างไรก็ตาม ประชากรที่ประกอบอาชีพในภาคเกษตรส่วนใหญ่ได้สูญเสียกรรมสิทธิ์ในที่ดินทำกินของตนเอง  เพราะมีการขายที่ให้นายทุนมาอย่างต่อเนื่อง  ดังนั้นที่ดินทำการเกษตรส่วนใหญ่จึงเป็นพื้นที่เช่า  นอกจากนี้ประชาชนบางส่วนที่ได้รับผลกระทบจากการขายที่ดินได้อพยพไปบุกรุกตั้งที่อยู่อาศัยอยู่ตามริมครอง  รวมถึงการประกอบอาชีพที่สัมพันธ์กับคลอง เช่น การปลูกผักบุ้ง  การหาปลา รวมถึงการใช้น้ำในการอุปโภคบริโภคจากคลองด้วยในบางครัวเรือน

สภาพปัญหาโดยภาพรวม คือ การคมนาคมขนส่งลำบากเพราะประชาชนต้องเดินทางทางเรือ ซึ่งเมื่อฤดูแล้งน้ำแห้งการเดินทางลำบาก ทาง อบต. ได้จัดทำทางเท้าคอนกรีตเรียบคลองเพื่ออำนวยประปรโยชน์ให้กับประชาชนในการสัญจรไปมาด้วยการเดินเท้า หรือใช้จักรยานยนต์ เป็นต้น อย่างไรก็ตามประชนกลุ่มเฉพาะ เช่น ผู้สูงอายุ คนพิการ คนป่วย หรือสตรีครรภ์แก่ จะเดินทางไปมาไม่สะดวก

ประชาชนในพื้นที่มีบริการพื้นฐานจากองค์การบริหารส่วนตำบลศีรษะจรเข้น้อย ด้านการศึกษามีโรงเรียน 2 แห่ง และศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน 1 แห่ง  ด้านศาสนามีวัด 2 แห่ง ด้านสุขภาพมีโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล (รพสต.) 1 แห่ง

  1. 2. พัฒนาการการเสริมสร้างความร่วมมือเพื่อการพัฒนาชุมชนเข้มแข็งในพื้นที่ตำบลศีรษะจรเข้น้อย

          ระยะที่ 1 การดึงประชาชนและผู้เกี่ยวข้องมาเป็นผู้ให้ข้อมูลในการปฏิบัติการ ประมาณปี พ.ศ. 2555 มีคณะวิชาต่างๆ ของมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ เข้าไปใช้พื้นที่ตำบลศีรษะจรเข้น้อยเพื่อเป็นห้องปฏิบัติการอย่างต่างคนต่างทำ ผ่านการขออนุญาตเข้าพื้นที่จากอบต. โดยกลุ่มผู้เข้าไปต่างก็เข้าไปด้วยความเป็นผู้มีอำนาจเหนือกว่าชุมชน โดยคิดโจทย์วิจัย เครื่องมือการวิจัย การเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลและการปฏิบัติการกับชุมชนตามแผนที่ตนเองวางไว้ โดยประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการให้ข้อมูล และเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาตามที่นักวิชาการและนักศึกษากำหนด  ในช่วงนี้มีนักศึกษาเข้าไปฝึกปฏิบัติงานในพื้นที่ตำบลศีราะจรเข้น้อย เป็นจำนวนมาก เช่น รายวิชาพยาบาลชุมชน รายวิชากายภาพบำบัดชุมชน รายวิชาเภสัชชุมชน รายวิชาฝึกปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ชุมชน  และกิจกรรมเสริมหลักสูตรในรายวิชาอีกหลายๆ วิชา  กระบวนการปฏิบัติการของรายวิชาเหล่านี้เมื่อเข้าไปเป็นจำนวนมากได้เพิ่มภาระงานให้กับ อบต. รพสต. แกนนำชุมชน เช่น สมาชิกองค์การบริหารตำบล กำนันผู้ใหญ่บ้าน อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ตลอดจนชาวบ้านที่มีอาการเบื่อหน่ายต่อการตอบคำถามที่นักศึกษาหรืออาจารย์แม้จะมากันโดยศาสตร์ต่างกัน แต่มักจะเริ่มต้นด้วยการศึกษาสถานการณ์สุขภาพ เศรษฐกิจ และสังคมเหมือนกัน ทำแผนที่เดินดิน ทำปฏิทินชุมชน ศึกษาประวัติชุมชน ฯลฯ และการจัดบริการหลังจากการสำรวจชุมชนด้วยกระบวนการต่างๆ การให้ความรู้และบริการวิชาการมักจะเป็นให้นักศึกษาฝึกหัดเป็นผู้รับผิดชอบกิจกรรม ส่งผลให้ชาวบ้านหลายคนเริ่มปฏิเสธด้านการให้ความร่วมมือ เช่น การปิดประตูไล่นักศึกษาและอาจารย์ที่เข้ามาเดินในชุมชน  บางครั้งผลการศึกษาชุมชนยังส่งผลให้เกิดความขัดแย้งระหว่างผู้นำและชุมชนด้วย  เพราะการศึกษาชุมชนของอาจารย์และนักศึกษามักจะมุ่งเป้าไปสอบถามปัญหาและความต้องการของประชาชน ซึ่งมีลักษณะของการตีตราจุดด้อยของประชาชนโดยการออกจากปากของประชาชน และสานต่อการตีตราว่ากล่าวถึงบริการต่างๆที่หน่วยงานพื้นฐาน  และแกนนำในชุมชนจัดบริการให้กับประชาชนด้วยคุณภาพที่ไม่ดีและไม่ยุติธรรม

          ระยะที่ 2 การวิจัยเชิงปฏิบัติการเพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการพัฒนาชุมชน 

ปี พ.ศ. 2556- 2557  ได้ดำเนินการเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อการพัฒนาชุมชนเข้มแข็งด้วยการบูรณาการวิจัยเชิงปฏิบัติการ แบบมีส่วนร่วมอีก 2 เรื่อง คือ 1) โครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการเรื่อง “การมีส่วนร่วมของบ้าน วัดโรงเรียนในการดูแลผู้สูงอายุ ผู้วิจัย คือ ผศ. จริยวัฒน์ โลหะพูนตระกูล คณะศิลปศาสตร์ 2) โครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “การอนุรักษ์คลองและเศรษฐกิจพอเพียง” ผู้วิจัย ได้แก่ อาจารย์นวลใย วัฒนกูล อาจารย์ศิริพร  เกื้อกูลนุรักษ์ และอาจารย์กฤตวัน  สาหร่าย คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์และสวัสดิการสังคม  ซึ่งการวิจัยทั้ง 2 เรื่องนี้  ดำเนินการโดยนักวิจัยกำหนดโจทย์วิจัย วัตถุประสงค์ และวิธีการเก็บข้อมูล นำเข้าไปศึกษาในชุมชนโดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการให้ข้อมูล  และมีส่วนร่วมในการใช้ข้อมูลในการวางแผนงานพัฒนาชุมชน ขณะเดียวกันได้ใช้โครงการวิจัยทั้ง 2 เรื่องนี้เป็นเครืองมือสร้างการเรียนรู้ให้กับกลุ่มต่างๆ คือ 1) อาจารย์ภายในมหาวิทยาลัย โดยเชิญอาจารย์จากคณะวิชาต่างๆ เข้าไปร่วมในกระบวนการเก็บข้อมูลในรูปของการเข้าไปศึกษาชุมชน สัมภาษณ์เจาะลึกในชุมชน การจัดประชุมกลุ่มย่อย การคืนข้อมูลสู่ชุมชน 2)  ผู้นำและประชาชนในพื้นที่ 3) องค์กรในพื้นที่ได้แก่ อบต. โรงเรียน  วัด โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล และสถานประกอบการภาคเอกชน 

 การดำเนินงานในระยะนี้ งานวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ได้ถูกใช้เพื่อเป็นเครื่องมือในการประสานสหสาขวิชาของมหาวิทยาลัยมาร่วมเรียนรู้และทำความเข้าใจชุมชนร่วมกัน และประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ให้มาสนทนา อภิปราย และถอดบทเรียนของตนเอง เพื่อที่จะร่วมกันพัฒนาชุมชนร่วมกัน มีกระบวนการวิจัยที่นักวิจัยพยายามที่จะเข้าใจบริบทของชุมชนด้วยการรับฟังเรื่องราวชีวิตของประชาชนแม้ว่าโจทย์วิจัยจะถูกกำหนดโดยนักวิจัยภายนอก  แต่ประชาชนและหน่าวยงานที่เกี่ยวข้องได้มีส่วนร่วมในการอภิปราย และถอดบทเรียนซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่มีอยู่ในตัวบุคคลมาเพื่อก่อให้เกิดการพัฒนาและแก้ไขปัยหาในชุมชน ผลการวิจัยทั้ง 2 เรื่อง ส่งผลให้เกิดการความรู้และความเข้าใจตามโจทย์ของการวิจัยคือ 1)ปัญหาและความต้องการของผู้สูงอายุและแนวทางในการดูแลผู้สูงอายุของภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง และสถานการณ์คุภาพชีวิตของผู้สูงอายุไปพร้อมๆกัน  และ2)ศักยภาพคลองและปัญหาคลอง  ตลอดจนวิถีพอเพียงของประชาชน  โดยภาพรวมของงานวิจัยทั้ง 2 เรื่องนี้ทำให้เข้าใจภาพรวมชองชุมชน และเกิดความสัมพันธ์ที่ไว้วางใจกันและกันขึ้นระหว่างนักวิชาการจากสหวิทยาการของมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติรวมกันเป็นหนึ่งเดียวเป็นทีม และเกิดความไว้วางใจกันจนเกิดการลงนามความร่วมมือกัน 10 องค์กร อันได้แก่ องค์การบริหารส่วนตำบลศีรษะจรเข้น้อย โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลศีรษะจรเข้น้อย วัดหัวคู้ วัดปากคลองมอญ โรงเรียนวัดหัวคู้ โรงเรียนปากคลองมอญ ชมรมอาสาสมัครสาธารณสุขตําบลศีรษะจรเข้น้อย ชมรมผู้สูงอายุตําบลศีรษะจรเข้น้อย บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ อันเป็นการผนึกกำลังประสานความร่วมมือกันให้แนบแน่นยิ่งขึ้น นอกจากบันทึกข้อตกลงความร่วมมือดังกล่าวแล้ว เพื่อให้การดำเนินงานขององค์กรความร่วมมือทั้ง 10 องค์กร เป็นไปตามกรอบของบันทึกข้อตกลงและเป็นไปในแนวทางเดียวกัน องค์กรความร่วมมือทั้ง 10 องค์กร จึงได้ร่วมมือกันจัดทำแผนงานการพัฒนาชุมชนเพื่อส่งเสริมสุขภาวะผู้สงอายุและประชาชน เป็นเวลา 3 ปี โดยมีเป้าหมายดังต่อไปนี้

การดำเนินงานในระยะที่ 2 บรรลุเป้าหมายการบูรณาการสหวิชาการของมหาวิทยาลัยเข้าไปบริการวิชาการในพื้นที่  และก่อเกิดอุดมการณ์ร่วมระหว่างนักวิชาการ  องค์กรความร่วมมือ 10 องค์กร อย่างไรก็ตามการทำงานของเครือข่ายความร่วมมือเพื่อการพัฒนาชุมชน หลายองค์กรโดยเฉพาะองค์กรภาคประชาชนยังไม่เข้มแข็งพอที่จะเป็นภาคีควาร่วมมือที่มีความเสมอภาคกับองค์กรอื่นๆ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องส่งเสริมให้องค์ภาคประชาชนมีศักยภาพที่สามารถเป็นหุ้นส่วนที่เสมอภาคกับองค์กรอื่นๆ ได้

 

          ระยะที่ 3 การเสริมสร้างศักยภาพเพื่อความเข้มแข็งของชุมชน

          ปี พ.ศ. 2558 ได้ดำเนินการประเมินผลแผนปฏิบัติการ ปี พ.ศ. 2557 และนำผลการประเมินแผนมาปรับปรุงแผน 3 ปี ในระยะที่เหลือคือ ปี 2558 และ 2559  และจัดทำแผนปฏิบัติการปี พ.ศ. 2558 เป้าหมายของแผนปีนี้การสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมสุขภาวะผู้สุงอายุและประชาชน  กิจกรรมสำคัญคือ 1) การพัฒนาผู้นำด้วยกระบวนการศึกษาดูงาน  การแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการถอดบทเรียน และ 2) การใช้กระบวนการงานวิจัยเพื่อพัฒนาพื้นที่(Area based Collaborative Research: ABCR) ซึ่งเป็นกระบวนการวิจัยที่ 10 องค์กรความร่วมมือมามีส่วนร่วมในการทำวิจัยท้องถิ่น โดยเฉพาะกลไกหลักในการพัฒนาชุมชน ได้แก่ อบต. รพสต. ชมรมผู้สูงอายุ ชมรมอสม. และวัด ได้เข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้วิจัย ส่วนนักวิชาการทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง ซึ่งเป็นการพลิกบทบาทของประชาชน หน่วยงานในพื้นที่ๆเคยเป้นเพียงผู้มีส่วนร่วมในการให้ข้อมูล  มาเป็นผู้ดำเนินการวิจัยเองตั้งแต่การกำหนดโจทย์การวิจัย เขียนโครงร่างการวิจัย ดำเนินการวิจัย และนำผลการวิจัยมาใช้ประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชนของตนเอง โครงการวิจัยท้องถิ่นเกิดขึ้น 3 โครงการ คือ 1) โครงการศึกษารูปแบบการบริหารจัดการชมรมผู้สูงอายุ ตำบลศีรษะจรเข้น้อยแบบมีส่วนร่วมของคนในชุมชน  2) โครงการการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม เพื่อพัฒนาและส่งเสริมศักยภาพ อสม.และอาสาสมัครกลุ่มต่างๆหรือบุคคลที่สนใจ ให้ร่วมกันดูแลผู้สูงอายุใน ครอบครัวและชุมชน ต.ศีรษะจรเข้น้อย จ. สมุทรปราการ  และ 3) โครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม การบริหารจัดการขยะในวัดหัวคู้และวัดใหม่ปากครองมอญ   ทั้ง 3 โครงการนี้ใช้กระบวนการวิจัยท้องถิ่น โดยนักวิชาการเป็นพี่เลี้ยง  ผู้วิจัยคือ ผู้แทนองค์กรความร่วมมือ ซึ่งโจทย์การวิจัยมาจากปัญหาและความต้องการที่จะหาความรู้มาเพื่อแก้ไขปัญหา

สนใจเป็นนักสังคมสงเคราะห์วิชาชีพ สมัครเรียนที่นี่

คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์และสวัสดิการสังคม มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ

 

Style Selector

Layout Style

Predefined Colors

Background Image