องค์ความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิผู้ด้อยโอกาส PDF พิมพ์ อีเมล
( 3 Votes )
User Rating: / 0
แย่ดีที่สุด 
เปิดอ่านทั้งหมด : 14552 ครั้ง
เขียนโดย Administrator   
วันเสาร์ที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๕๒ เวลา ๐๖:๐๖ น.

องค์ความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิผู้ด้อยโอกาส1

                                                    ดร. ทิพาภรณ์ โพธิ์ถวิล2 และ ระพีพรรณ คำหอม3 

      กฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ได้กล่าวถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์  สิทธิ เสรีภาพ  ความเสมอภาค  การได้รับการคุ้มครองของบุคคลไว้ในมาตราต่าง ๆ อาทิ  มาตรา 4 กำหนดว่า ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์  สิทธิ และเสรีภาพของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครอง  มาตราที่ 30  ระบุว่า บุคคลย่อมเสมอภาคกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกันและ มาตรา 80 ได้กำหนดให้รัฐต้องคุ้มครองและพัฒนาเด็กและเยาวชน และต้องสงเคราะห์คนชรา ผู้ยากไร้ ผู้พิการหรือทุพพลภาพและผู้ด้อยโอกาสให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและพึ่งตนเองได้ เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญดังกล่าว ซึ่งถือเป็นแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ  รัฐบาลจึงได้มีนโยบายในการส่งเสริมสวัสดิภาพของประชาชนด้านต่างๆ ได้แก่ นโยบายด้านสุขภาพ  ด้านการศึกษา  ด้านการแก้ไขปัญหาความยากจน   ด้านที่อยู่อาศัย  ด้านการมีงานทำและมีรายได้ ด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ฯลฯ

      สำนักส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก เยาวชน  ผู้ด้อยโอกาส  คนพิการและผู้สูงอายุ (สท.)         ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์มีหน้าที่ส่งเสริมสวัสดิภาพ  พัฒนา คุ้มครองและพิทักษ์สิทธิผู้ด้อยโอกาสได้เล็งเห็นความจำเป็นของการวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ ๆ ที่จะนำมาใช้ในการตัดสินใจในระดับนโยบายและแผนปรับปรุงและพัฒนาระบบการให้บริการที่สอดคล้องและเหมาะสมกับสถานการณ์และความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย เป็นงานวิจัยที่เกิดจากกระบวนการสร้างองค์ความรู้จากการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา ท้องถิ่นและชุมชน โดยได้กำหนดขอบเขตของกลุ่มผู้ด้อยโอกาส ตามคำจำกัดความของสสท. 5 กลุ่ม คือ คนยากจน            คนเร่ร่อน คนไร้สัญชาติ ผู้พ้นโทษและผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยเอดส์และครอบครัว

      วัตถุประสงค์  เพื่อศึกษาองค์ความรู้ที่เกี่ยวกับการพัฒนา คุ้มครองและพิทักษ์สิทธิผู้ด้อยโอกาสที่มีอยู่ในปัจจุบันและเพื่อสังเคราะห์องค์ความรู้ที่มีอยู่ให้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนา คุ้มครองและพิทักษ์สิทธิผู้ด้อยโอกาส

       วิธีการศึกษา เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพจากเอกสารและ การวิจัยเชิงปฏิบัติการ โดยการประชุมเวทีระดมความคิดเห็นของกลุ่มเป้าหมาย 4 ภาค  การสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องและการนำเสนอผลการประชุมให้ประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ร่วมสะท้อน ปรับปรุง เพิ่มเติมข้อมูลในการศึกษานี้

 โปรแกรมของคุณอาจไม่สนับสนุนการแสดงรูปภาพนี้

 

ผลการศึกษา

1. องค์ความรู้ที่เกี่ยวกับการพิทักษ์คุ้มครองสิทธิผู้ด้อยโอกาสที่มีอยู่ในปัจจุบัน 

      1.1 ฐานคิดในการมอง และในการทำงานกับผู้ด้อยโอกาส ประกอบด้วย (1) สิทธิ ได้แก่ สิทธิมนุษยชน  สิทธิความเป็นพลเมืองและสิทธิทางสังคม หรือสิทธิการเข้าถึงบริการทางสังคมพื้นฐาน  (2) ความมั่นคงของมนุษย์  ได้แก่ การพัฒนามนุษย์ การเสริมพลังและการพิทักษ์สิทธิ (3) มนุษยนิยม ได้แก่ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเป็นธรรม  ความเสมอภาค (การเข้าถึงบริการ)  ความเท่าเทียม  การไม่เลือกปฏิบัติ  ความพึงพอใจ  การยอมรับ / ไม่ตำหนิ  การตัดสินใจด้วยตนเอง  การตระหนักต่อตนเองของกลุ่มเป้าหมาย  ความสามารถช่วยตนเองได้ของกลุ่มเป้าหมาย  ความเอื้ออาทร      ปัจจุบันฐานคิดในการมองและการทำงานกับผู้ด้อยโอกาสทั้ง 5 กลุ่มยังคงให้ความสำคัญกับเรื่องของมนุษยนิยม มากกว่าสิทธิและความมั่นคงของมนุษย์  นอกจากนั้นยังพบว่ากลุ่มคนเร่ร่อนและคนไร้สัญชาติเรียกร้องในเรื่องสิทธิมนุษยชนและสิทธิความเป็นพลเมืองอย่างมาก  กลุ่มคนจนต้องการความมั่นคงในชีวิต คนไร้สัญชาติและผู้พ้นโทษ ผู้ด้อยโอกาส 4 กลุ่ม คือคนเร่ร่อน คนไร้สัญชาติ ผู้พ้นโทษและผู้ติดเชื้อเอชไอวี/ผู้ป่วยเอดส์และครอบครัว ไม่ค่อยชี้ชัดถึงความต้องการด้านความมั่นคงของมนุษย์มากนัก ในขณะที่คน         ไร้สัญชาติและผู้พ้นโทษที่กล่าวถึงสิทธิการมีส่วนร่วมทางสังคมน้อย

      ส่วนฐานคิดของไทยที่สำคัญ  คือ ฐานคิดเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง วัฒนธรรม/ภูมิปัญญาท้องถิ่น หลักศาสนา  ธรรมาภิบาล  การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น/สิทธิชุมชน / ยุติธรรมชุมชน/  การสร้างกระบวนการเรียนรู้และการรวมกลุ่ม  โดยทุกกลุ่มเป้าหมายผู้ด้อยโอกาสให้ความสำคัญต่อฐานคิดธรรมาภิบาล  ขณะที่กลุ่มคนเร่ร่อนและ ผู้ติดเชื้อเอชไอวี/ผู้ป่วยเอดส์และครอบครัว เน้นหลักศาสนา การสร้างกระบวนการเรียนรู้และการรวมกลุ่ม แต่ผู้พ้นโทษ จะให้ความสำคัญกับหลักศาสนา  เศรษฐกิจพอเพียง/ภูมิปัญญา  โดยไม่มีการสร้างกระบวนการเรียนรู้และการรวมกลุ่ม

      1.2 สาเหตุหรือปัจจัยที่นำไปสู่ปัญหาของผู้ด้อยโอกาส ที่สำคัญมี 5 ประการ คือ ประการแรก อิทธิพลของโลกาภิวัตน์ ระบอบทุนนิยม  บริโภคนิยม  ทำให้เกิดการทำลายทรัพยากร ภูมิปัญญา ความเสื่อมของศาสนา  คุณธรรม จริยธรรม     ประการที่สอง ผลกระทบจากการพัฒนาประเทศ  ภายใต้นโยบายและผลการดำเนินนโยบายของรัฐที่ผ่านมา  ประการที่สาม  ลักษณะภูมิประเทศของประเทศไทยที่มีพรมแดนติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน  ทำให้ประชาชนไทยและประชาชนของประเทศเพื่อนบ้านมีการติดต่อ ไปมาหาสู่กันได้โดยง่าย  เป็นที่มาของปัญหาของกลุ่มคนไร้สัญชาติ แรงงานต่างชาติที่เข้าเมืองไทยโดยผิดกฎหมาย   คนเร่ร่อน เชื่อมโยงไปสู่ปัญหาของผู้ติดเชื้อเอชไอวี / ผู้ป่วยเอดส์ คนยากจนเช่นเดียวกัน ประการที่สี่  เจตคติของคนในสังคม ชุมชน ผู้ปฏิบัติงานที่ส่วนใหญ่ยังมองผู้ด้อยโอกาสในเชิงลบ ทำให้ผู้ด้อยโอกาสได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เหมาะสม เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา เสริมพลัง พิทักษ์และคุ้มครองสิทธิผู้ด้อยโอกาสและประการที่ห้า  การมองตนเองของผู้ด้อยโอกาส และความไม่สามารถจัดการกับปัญหาของตนเองได้

       1.3 สถานการณ์ปัญหาของผู้ด้อยโอกาส  พบว่า ปัญหาผู้ด้อยโอกาสมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีความสลับซับซ้อน ทำให้ยากลำบากในการทำความเข้าใจต่อสาเหตุและ ปัญหาที่แท้จริง ผู้ด้อยโอกาสส่วนใหญ่มีองค์ประกอบของความด้อยโอกาสซับซ้อนหลายลักษณะ ประเด็นสำคัญที่คล้ายคลึงกัน คือ (1) ความไม่พร้อมของหลักฐาน อันเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงสิทธิเกี่ยวกับบริการและการรับรองสิทธิความเป็นพลเมือง  (2) การไม่มีกฎหมายรองรับสิทธิคนเร่ร่อนและแรงงานต่างด้าวและการที่กฎหมายไม่เอื้อต่อการไปใช้สิทธิและบริการทางสังคมของกลุ่มเป้าหมายผู้ด้อยโอกาส           (3) ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเด็กและสตรี  พบในกลุ่มเป้าหมายผู้ด้อยโอกาสทุกกลุ่ม เนื่องจากทั้งเด็กและสตรีเป็นผู้ที่อ่อนแอ จึงถูกเอารัดเอาเปรียบได้ง่าย  (4)  การไม่ยอมรับ  การถูกกีดกัน  ไม่ได้รับความเป็นธรรม  เข้าไม่ถึงสิทธิและบริการทางสังคม  โดยเฉพาะสิทธิและบริการทางด้านการศึกษา  การประกอบอาชีพ  หลักประกันและบริการสุขภาพ ฯลฯ  และ (5) ปัญหาเกี่ยวกับการบริหารจัดการ ได้แก่ งบประมาณและบุคลากรไม่เพียงพอ  คุณภาพของบุคลากร  กฎระเบียบที่เข้มงวด ขาดความยืดหยุ่น  และการไม่รักษาความลับของกลุ่มเป้าหมาย 

          1.4  นโยบาย /แผนงาน / มาตรการของรัฐที่มีส่วนสนับสนุน ส่งเสริมหรือเป็นอุปสรรคในการดำเนินงาน

   นโยบาย  แผนยุทธศาสตร์  มาตรการทางสังคมของรัฐเกี่ยวกับผู้ด้อยโอกาสยังขาดความชัดเจน  รัฐยังไม่เห็นความสำคัญของปัญหาผู้ด้อยโอกาส ยังขาดความจริงจังและจริงใจต่อการแก้ไขปัญหา  นโยบายที่มีอยู่เป็นนโยบายเดิม ๆ ไม่ทันต่อเหตุการณ์  เป็นนโยบายแบบสั่งการที่ถูกกำหนดโดยผู้มีอำนาจ  ไม่เปิดโอกาสให้ท้องถิ่นหรือชุมชนเป็นผู้กำหนดนโยบายของตน  ประชาชนขาดการมีส่วนร่วม  นโยบายขาดความต่อเนื่อง  หรือการสานต่อนโยบายให้เห็นผล  การนำนโยบายไปปฏิบัติยังขาดการบูรณาการการทำงานร่วมกัน  ไม่มีการแบ่งงานกันอย่างชัดเจน  ระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อไม่ให้การทำงานซ้ำซ้อน  สิ้นเปลืองทรัพยากรบุคคลและงบประมาณ  เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน  ขาดความรู้  ความเข้าใจต่อนโยบายและภารกิจที่สอดคล้องกับนโยบาย  ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในนโยบายของรัฐ

      นโยบายที่เป็นทั้งการส่งเสริมและเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงานเพื่อการพัฒนา   คุ้มครองและพิทักษ์สิทธิผู้ด้อยโอกาส แม้นโยบายจะมีความชัดเจน แต่การนำไปปฏิบัติทำให้เกิดผลที่ไม่คาดคิด เช่นนโยบายแก้ปัญหาความยากจน แต่ผลการนำนโยบายไปปฏิบัติ ทำให้ประชาชนมีหนี้สินเพิ่มมากขึ้น  ทั้งนี้เพราะนโยบายประชานิยมได้ทำให้ประชาชนบริโภคมากขึ้น   ยึดติดกับวัตถุนิยม

      นโยบาย  แผน  ยุทธศาสตร์ของรัฐ ดี แต่ยังไม่สามารถปฏิบัติอย่างได้ผล  เช่น นโยบายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ  นโยบายแผนเอดส์ชาติ เป็นนโยบายที่ดี  แต่การปฏิบัติตามนโยบาย       ยังมีปัญหามาก  เนื่องจากขาดความยืดหยุ่น  ยึดติดกับกฎระเบียบมากเกินไป  เช่นเดียวกับยุทธศาสตร์เกี่ยวกับคนไร้สัญชาติ  ยุทธศาสตร์ของกระทรวงยุติธรรม เรื่องการคืนคนดีสู่สังคม แม้เป็นยุทธศาสตร์ที่ดี แต่ก็ยังดำเนินการไม่ได้ผล

      นโยบายการขึ้นทะเบียนคนจน ทำให้รัฐรู้ขนาดและลักษณะปัญหาของคนยากจนแต่ละพื้นที่         แต่ยังไม่ครอบคลุมบุคคลที่ขาดสิทธิอย่างทั่วถึง นโยบายหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ทำให้ประชาชนในชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้น  แต่ก็พบว่าผลิตภัณฑ์ของชุมชนยังไม่ได้มาตรฐาน นโยบายกองทุนหมู่บ้าน เป็นการเอื้ออาทรผู้ด้อยโอกาสในชุมชน ช่วยสร้างการเงินสู่การทำบุญ การให้ทานและขยายไปสู่                                       กองทุนแบบสมทบ ระหว่างชุมชน รัฐ และองค์กรบริหารส่วนตำบล แต่กลับสร้างหนี้สินให้แก่ประชาชนเพิ่มขึ้นอันเกิดจากใช้จ่ายที่ไม่เหมาะสม

      ยุทธศาสตร์ CEO ใช้โครงการคาราวานแก้จน เป็นโครงการทดลองในพื้นที่นำร่องระดับตำบล และนำไปขยายผลต่อเป็นนโยบายของจังหวัดในการแก้ไขปัญหาความยากจน

      แผนชุมชน เป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขปัญหาความยากจนในชุมชน รวมทั้งการพัฒนา  คุ้มครองพิทักษ์สิทธิผู้ด้อยโอกาสในชุมชน

      กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา คุ้มครอง และพิทักษ์สิทธิผู้ด้อยโอกาสมีอยู่มาก  ทั้งที่เป็นกฎหมายสากล  กฎหมายแม่บทของประเทศ  กฎหมายที่เกี่ยวข้องเฉพาะด้านหรือเฉพาะกลุ่มเป้าหมาย  เช่น พรบ. คุ้มครองเด็ก  พ.ศ. 2546   พรบ.ป้องกันปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ. 2540  พรบ.          คนขอทาน พ.ศ. 2454  พรบ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545  พรบ.การศึกษาแห่งชาติ                พ.ศ. 2542 ฯลฯ    ข้อสังเกตุจากการศึกษา คือ กฎหมายหรือพระราชบัญญัติที่ใช้ในการทำงานกับกลุ่มเป้าหมายผู้ด้อยโอกาส  ส่วนใหญ่ยังล้าหลัง  ไม่มีการปรับปรุงแก้ไขข้อกฎหมายให้เอื้อต่อการทำงานในมิติใหม่ของสังคม แม้ปัจจุบันจะมีความพยายามในการปรับปรุงแก้ไขและบัญญัติกฎหมายใหม่ ๆ หลายฉบับขึ้นมา  แต่ก็พบว่ายังไม่เพียงพอและไม่ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายที่มีอยู่ เช่น มีความพยายามปรับปรุงกฎหมายคนขอทาน พ.ศ. 2454 แต่ก็ยังเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องเฉพาะคนขอทาน                  ไม่ครอบคลุมกลุ่มคนเร่ร่อนอีกหลายลักษณะที่นอกเหนือจากคนขอทาน  นอกจากนี้ยังพบว่า การบังคับใช้กฎหมายยังขาดประสิทธิภาพ และเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงสิทธิและบริการทางสังคมของกลุ่มเป้าหมายผู้ด้อยโอกาสอีกด้วย

 1.5 การดำเนินงานเพื่อพัฒนา คุ้มครองและพิทักษ์สิทธิผู้ด้อยโอกาส พบว่า รูปแบบการดำเนินการมี 4 รูปแบบ คือ รูปแบบแรก  การช่วยเหลือสงเคราะห์ และคุ้มครองสวัสดิภาพผู้ด้อยโอกาส รูปแบบที่สอง  การเสริมพลัง  โดยการสร้างกระบวนการเรียนรู้  พัฒนาทักษะ รวมทั้งการสนับสนุน ส่งเสริมด้านกำลังใจ การให้คำปรึกษาแนะนำแก่กลุ่มเป้าหมาย โดยเชื่อว่ากลุ่มเป้าหมายมีศักยภาพช่วยตนเองได้ รูปแบบที่สาม  การใช้ชุมชนเป็นฐานในการดำเนินงาน  ไม่แยกกลุ่มเป้าหมายออกจากครอบครัวและชุมชน  นำครอบครัวและชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาของกลุ่มเป้าหมาย   มีการเตรียมความพร้อมกลุ่มเป้าหมายก่อนกลับสู่ครอบครัว ชุมชน  มีการจัดตั้งเครือข่ายระดับชุมชน เพื่อทำหน้าที่ในการเฝ้าระวังและแก้ไขปัญหาของคนในชุมชน โดยไม่แบ่งแยกชนชั้น  เชื้อชาติ  ศาสนา  ภาษาและสีผิว  ส่งเสริมการนำศาสนา วัฒนธรรม ประเพณีและภูมิปัญญาของท้องถิ่นและของกลุ่มเป้าหมาย อาทิ กลุ่มชาติพันธ์ หรือชนเผ่า ฯลฯ มาใช้ในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาของคนในชุมชน   และรูปแบบที่สี่ รูปแบบตามสถานการณ์ เป็นรูปแบบที่ไม่แน่นอน ตายตัว ขึ้นกับสถานการณ์พื้นที่และปัญหากลุ่มเป้าหมาย  บางครั้งจะต้องใช้ความหลากหลาย ทั้งหลากหลายภาคี  หลากหลายวิถี  หลากหลายวิธี  และหลากหลายมิติในการพัฒนา  คุ้มครองและพิทักษ์สิทธิผู้ด้อยโอกาส

      การพัฒนาใช้ “พื้นที่” เป็นตัวตั้ง เน้นให้ชุมชนพึ่งตนเองได้อย่างแท้จริง มีการเชื่อมประสานแผน  คน  งบประมาณ  โดยการเชื่อมแผนแม่บทชุมชนกับแผนชาติ  แผนพัฒนาตำบล อำเภอ จังหวัดและแผนชาติและการเชื่อมนโยบายแห่งรัฐในระดับภูมิภาค  รัฐกับรัฐ  ชุมชนกับชุมชน  รัฐกับชุมชน 

      กระบวนการขับเคลื่อนเพื่อการพัฒนา  คุ้มครองและพิทักษ์สิทธิผู้ด้อยโอกาส โดยการส่งเสริม พัฒนากลุ่มเป้าหมายให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐอย่างจริงจัง ต่อเนื่อง   มีการกำหนดกรอบ  หลักเกณฑ์การทำงานให้สอดคล้องกับภาครัฐ มีการนำนโยบายไปปฏิบัติ  มีองค์กรภาคี  มีส่วนร่วมของประชาชนในการขับเคลื่อนมาตรการการป้องกันและแก้ไขปัญหาโดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้กำหนดตัวชี้วัด  มีความยืดหยุ่นภายใต้การบังคับใช้หลักการกฎหมายในการดำเนินงาน มีการแบ่งเขตการดำเนินงานในพื้นที่ เพื่อความรวดเร็วและไม่แก่งแย่งกัน มีการทำงานเป็นทีม  ทำงานแบบสหวิชาชีพ มีการส่งเสริมการทำงานของอาสาสมัครชุมชน และมีการจัดทำฐานข้อมูลกลุ่มเป้าหมายในระดับพื้นที่

       การรับรู้เกี่ยวกับกลไกการพัฒนา คุ้มครองและพิทักษ์สิทธิกลุ่มเป้าหมาย กลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่จะรับรู้สิทธิของตนเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับการดำเนินชีวิต เช่นการศึกษา การฝึกอาชีพ การพักอาศัย               ในชุมชน เป็นต้น ผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ต้องต่อสู้มากที่สุดเพื่อผลักดันให้ตนเองเข้าถึงยาต้านไวรัสภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพ

2. การสังเคราะห์องค์ความรู้ที่มีอยู่ให้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางการพัฒนางานคุ้มครอง พิทักษ์สิทธิผู้ด้อยโอกาส

        2.1ระดับองค์ความรู้ของกลุ่มผู้ด้อยโอกาสแต่ละกลุ่มแตกต่างกันมาก กล่าวคือกลุ่มคนยากจนและกลุ่มผู้ติดเชื้อเอชไอวีเป็นกลุ่มที่มีองค์ความรู้เดิมในระดับมาก แต่ก็ยังไม่สามารถสังเคราะห์องค์ความรู้ที่มีอยู่ในการพัฒนากลุ่มเป้าหมายไปสู่ความมั่นคงของมนุษย์ กลุ่มคนไร้สัญชาติ เป็นกลุ่มที่มีองค์ความรู้เดิมในระดับปานกลาง ยังเป็นกลุ่มเป้าหมายใหม่ที่ถูกปลดปล่อยจากการครอบงำ กลุ่มคนเร่ร่อนเป็นกลุ่มที่มีองค์ความรู้เดิมในระดับปานกลาง แต่เป็นกลุ่มที่มีการเปลี่ยนแปลงเชิงพลวัตสูงตามกระแสโลก กลุ่มผู้พ้นโทษ เป็นกลุ่มที่มีองค์ความรู้เดิมในระดับน้อยมาก มีการศึกษาผู้พ้นโทษเฉพาะกลุ่มเล็กๆ กระจัดกระจายอยู่ในที่ต่างๆ  ส่วนใหญ่เป็นประเด็นการเตรียมความพร้อมผู้ที่กำลังจะพ้นโทษ

 ผู้ด้อยโอกาสมีการพัฒนาและปรับเปลี่ยนวิถีคิดพร้อมมุมมองของตนเองไปตามกระแสโลก แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ ประเภทแรก กลุ่มที่มีการเสริมพลังขับเคลื่อนทางสังคมอย่างเป็นระบบ มีการสร้างเครือข่ายในระดับชุมชนรากหญ้า มีเวทีขับเคลื่อน ยุทธศาสตร์ มีแผนงาน มีการเรียกร้องข้อเสนอเชิงรูปธรรมจากภาครัฐชัดเจน คือกลุ่มคนยากจน และกลุ่มผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ ประเภทที่สอง กลุ่มที่ถูกผลักดันจากพลังสังคมภายนอก โดยมีนักวิชาการ นักสิทธิมนุษยชน ทำให้เกิดพื้นที่สาธารณะเฉพาะขึ้นในการเรียกร้องหนทางการเคลื่อนไหวต่อรัฐบาล คือกลุ่มคนไร้สัญชาติ มีการผลักดันให้แก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการรับรองสถานะบุคคลตามกฎหมายของคนไร้สัญชาติ กฎหมายเกี่ยวกับการศึกษาของเด็กไร้สัญชาติ ประเภทที่สาม กลุ่มที่มีอัตลักษณ์ของตนเองชัดเจนและมีความหลากหลายแตกต่างระหว่างกลุ่มมาก มีการแบ่งกลุ่มย่อยเชิงชนชั้น เชิงพื้นที่ คือ  กลุ่มคนเร่ร่อน  กลุ่มนี้มีการเรียกชื่อเฉพาะของตนเองว่า “กลุ่มอิสระชน” มีการอธิบายอัตลักษณ์ของตนเองต่อสาธารณะ ให้คุณค่าตนเอง                      มีจิตวิญญาณเผชิญโลก(Adventurous Spirit) ส่งผลให้เกิดการคิดค้นและสร้างงานอาชีพ กลุ่มคนเร่ร่อนมีการปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงของกระแสโลกง่าย รวดเร็ว ทำให้กลุ่มได้รับการยอมรับมากขึ้น            และกลายเป็นสัญลักษณ์ของสังคมเมือง

      การมีองค์ความรู้เกี่ยวกับผู้ด้อยโอกาสแต่ละกลุ่มอย่างถูกต้องจะทำให้เกิดการยอมรับและให้การรับรองสถานภาพแก่ผู้ด้อยโอกาสได้มากยิ่งขึ้น

          2.2 ปัญหาของกลุ่มเป้าหมายผู้ด้อยโอกาสมีความซับซ้อนและทับซ้อนต่อกัน ซึ่งเป็นผลกระทบ จากกระบวนการพัฒนาประเทศในกระแสโลกที่เน้นระบบบริโภคนิยมสูง   สาเหตุหลักของปัญหาอันเป็นตัวร่วมของปัญหาคือ ความยากจน นโยบายประชานิยมของรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ประกาศว่าต้องการแก้ไขปัญหาผู้ด้อยโอกาสโดยให้ความสำคัญกับ “การขจัดความยากจน” แต่ผลการดำเนินงานกลับเป็นการกระตุ้นการบริโภคของประชาชนให้เพิ่มขึ้น เป็นการเพิ่มหนี้สิน ก่อหนี้ใหม่เพิ่มขึ้น นับเป็นการกระทำซ้ำเติมต่อผู้ด้อยโอกาส

          เด็ก สตรี ตกเป็นเหยื่อทางสังคม ถูกละเมิดสิทธิทางเพศ ถูกกระทำรุนแรงในรูปแบบต่างๆ ซึ่งเกิดขึ้น กับผู้ด้อยโอกาสทุกกลุ่มแต่มีระดับความรุนแรงของปัญหาแตกต่างกัน เช่น เด็กเร่ร่อนและเด็กไร้สัญชาติ ถูกล่วงละเมิดทางเพศ สตรีผู้พ้นโทษ ถูกจำกัดสิทธิ  ถูกกระทำรุนแรงทางจิตใจ  บุตรของคนยากจน  บุตรและครอบครัวของผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่มั่นคงและปลอดภัย เสี่ยงต่อการถูกล่วงละเมิดทางเพศได้ง่ายและไม่สามารถป้องกันตนเองจากการกระทำดังกล่าวได้

          2.3 นโยบายของรัฐให้ความสำคัญกับสิทธิความเป็นพลเมือง การเข้าถึงสิทธิบริการพื้นฐาน            แต่ขาดความยืดหยุ่นในการปฏิบัติกับกลุ่มผู้ด้อยโอกาส ทำให้กีดกันการเข้าถึงสิทธิและการไปใช้บริการของกลุ่มผู้ด้อยโอกาสในด้านต่างๆ ได้แก่การทำงาน การเข้ารับการศึกษา.  การเข้าถึงบริการด้านสุขภาพ โอกาสในการทำประโยชน์เพื่อสังคม  การรับรองสถานะบุคคลของคนไร้สัญชาติ และยังทำให้ผู้ด้อยโอกาสขาดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ขาดคุณค่าในตนเอง ขาดสถานะตัวตน ขาดพื้นที่สาธารณะทางสังคม กลไกหลักที่ทำหน้าที่ให้บริการแก่กลุ่มเป้าหมายอยู่ในโครงสร้างอำนาจของระบบราชการเป็นหลัก ส่งผลให้นโยบายถูกกำหนดจากบนลงล่างและไปผูกพันกับงบประมาณของรัฐ ขาดการมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้องฝ่ายต่าง ๆ

 2.4 ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงของกระแสโลกทำให้องค์ความรู้การทำงานกับผู้ด้อยโอกาสไปสู่การเปลี่ยนแปลงการพัฒนามนุษย์และการพัฒนาสังคมแบบยั่งยืนให้ความสำคัญกับ การพัฒนาบนความหลากหลาย ความแตกต่างของมนุษย์ที่เป็นจริง  การพัฒนากระบวนทัศน์หลังสมัยใหม่ที่สำคัญของไทยคือ  การดำเนินการตามในปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เป็นหลักและการใช้ชุมชนเป็นฐานของการพัฒนา       

      องค์ความรู้เดิมมอง“ผู้ด้อยโอกาส”ให้คุณค่าความเป็นมนุษย์ การเคารพตัวตน ช่วยเหลือ มุ่งแก้ไขปัญหามากกว่าการพัฒนาศักยภาพ เน้นการสงเคราะห์ บรรเทาทุกข์ แต่การเสริมพลังอำนาจหรือศักยภาพของกลุ่มเป้าหมายยังมีการปฏิบัติน้อย

      องค์ความรู้เดิมของกลุ่มคนยากจน ที่อยู่บนพื้นฐานของการพัฒนาคน พัฒนากลุ่ม พัฒนาชุมชน จากระดับรากหญ้าเป็นหลัก การพัฒนาฐานคิดด้านทรัพยากรธรรมชาติ  ฐานคิดการออมทรัพย์  ฐานคิดวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งเป็นการพัฒนาที่สอดคล้องกับการพัฒนาแบบยั่งยืนในปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แต่มีปรากฏเพียงบางพื้นที่เท่านั้น ไม่เพียงพอต่อการเสริมพลังอำนาจของกลุ่มคนยากจน ที่จะขับเคลื่อนไปสู่การเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบายของรัฐได้ ขณะเดียวกันองค์ความรู้ใหม่ของกลุ่มคนยากจนในระดับประเทศได้ขยายฐานคิดกว้างและยกระดับไปสู่ระดับสากลมากขึ้น โดยเฉพาะสิทธิมนุษยชน   สิทธิความเป็นพลเมือง  การเจรจาต่อรอง  ยื่นข้อเสนอกับกลไกรัฐให้มีการปรับเปลี่ยนนโยบาย กระบวนการและกลไกการทำงานต่างๆมากขึ้น แสดงให้เห็นว่าได้ปรับเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ของคนในสังคมต่อการมองกลุ่มคนยากจน “คนจนที่ด้อยโอกาส” มาเป็น “คนจนที่มีสิทธิ              ตามกฎหมาย” ซึ่งสะท้อนให้เห็นความสำคัญของการให้คุณค่าแก่ตนเองอย่างเท่าเทียมกับบุคคลอื่นในสังคมมากขึ้น

      องค์ความรู้เดิมของกลุ่มคนเร่ร่อน  มีการตระหนักต่อสิทธิและการเรียกร้องสิทธิของตนเองน้อย ยกเว้นคนเร่ร่อนบางกลุ่มที่มีผู้นำเข้มแข็งได้มีการรวมกลุ่ม ขับเคลื่อนเรียกร้องสิทธิและบริการพื้นฐานที่จำเป็นต่อรัฐ   การทำงานขององค์กรพัฒนาเอกชน มีผลกระทบต่อการจัดแบ่งพื้นที่การทำงานกับ           คนเร่ร่อน ไม่มีการทำงานเชิงบูรณาการ  แต่เป็นการทำงานเฉพาะกับกลุ่มคนเร่ร่อนของแต่ละองค์กรเป็นหลัก  ทำให้มีการรวมตัวของคนเร่ร่อนเป็นกลุ่มเล็ก ๆ  ขาดพลังหรือขาดอำนาจต่อรองต่อกลไกนโยบายของรัฐ กระบวนการทำงานกับคนเร่ร่อน เป็นการทำงานแบบไร้รูปแบบ และถูกกระทำจากกลไกภายนอกได้ง่าย ดังจะเห็นได้จากการจับกุมคนเร่ร่อน การเคลื่อนย้ายคนเร่ร่อนให้ออกจากพื้นที่ เมื่อรัฐมีความจำเป็นต้องใช้สถานที่

      องค์ความรู้เดิม ไม่เคยมองผู้พ้นโทษ เป็นกลุ่มเป้าหมายของการพัฒนา เนื่องจากที่ผ่านมา              การแก้ไขปัญหาอาชญากรรม มุ่งเน้นกระบวนการยุติธรรมกระแสหลัก ให้อำนาจรัฐในการลงโทษ สอดส่องดูแล ช่วยเหลือผู้กระทำผิดและผู้พ้นโทษ  โดยมีเป้าหมาย การแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิด แต่ก็พบว่า การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมแบบเดิม ตามที่กล่าวมา ไม่ได้ผล จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์การทำงานใหม่  จึงหันมาให้ความสำคัญกับการคืนคนดีสู่สังคม โดยให้ความสำคัญต่อบทบาทของครอบครัว ชุมชนและสังคมให้เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขเยียวยาผู้กระทำผิด การให้โอกาสผู้พ้นโทษกลับตนเป็นคนดี และไม่หันมากระทำผิดซ้ำ ซึ่งกระบวนทัศน์การทำงานใหม่นี้เป็เพียงการเริ่มต้น                ยังมองไม่เห็นผลการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม  ถึงแม้จะมีตัวอย่างโครงการนำร่องเกิดขึ้นแล้วก็ตาม เช่น  โครงการบ้านเปลี่ยนวิถี ของศูนย์พัฒนาคุณธรรมที่ใช้หลักการทางศาสนามาบำบัดฟื้นฟู ปรับเปลี่ยนพฤตินิสัยผู้พ้นโทษ ให้กลับตนเป็นคนดี แต่ก็พบว่า โครงการดังกล่าวขาดการประเมินผลและการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้นแล้ว ยังจำเป็นต้องทำความเข้าใจ และสร้างความตระหนักต่อผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวข้องทุกฝ่าย รวมทั้งจะต้องได้รับความร่วมมือจากสื่อ ในการให้ข่าวสารที่สร้างสรรค์ และงดเว้นข่าวสารที่ซ้ำเติมผู้กระทำผิดและผู้พ้นโทษโดยเฉพาะเยาวชนเป็นสำคัญ

      2.5 กระบวนทัศน์ใหม่ของการพัฒนา พิทักษ์สิทธิผ้ด้อยโอกาส คือ (1) การไม่นิยามกลุ่มเป้าหมายออกเป็นกลุ่มต่างๆ เนื่องจากแต่ละกลุ่มต่างมีปัจจัย/สาเหตุร่วมกัน คือ ความยากจน ความไม่รู้ การเข้าไม่ถึงสิทธิอย่างเท่าเทียมทำให้ปัญหาของแต่ละกลุ่มมีความซับซ้อน ทับซ้อนต่อกัน  แต่ควรกำหนดเกณฑ์ร่วมของความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง (2)  การเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการมองผู้ด้อยโอกาสจาก การเป็นปัญหาสังคมมาเป็นผู้มีศักยภาพที่จะพัฒนาในระดับต่างๆได้  ระดับของการพัฒนาศักยภาพบุคคล  อาจแบ่งเป็น 5 ระดับ คือ ระดับแรก กลุ่มที่ไม่มีศักยภาพการพึ่งพาตนเอง ระดับที่สอง  กลุ่มที่มีศักยภาพพึ่งพาตนเองได้ แต่ต้องอาศัยการสนับสนุนทางสังคม ระดับที่สาม กลุ่มที่มีศักยภาพพึ่งพาตนเองและช่วยเหลือครอบครัว ระดับที่สี่ กลุ่มที่มีศักยภาพพึ่งพาตนเองได้และสามารถพัฒนาผู้ด้อยโอกาสด้วยกันและระดับที่ห้า  กลุ่มที่มีศักยภาพพึ่งพาตนเองได้และสามารถพัฒนาชุมชนและสังคม (3)  ฐานคิดการพิทักษ์สิทธิ  การคุ้มครองสิทธิและการเสริมพลังของกลุ่มผู้ด้อยโอกาสเริ่มมีมากขึ้นในระดับที่แตกต่างกันของแต่ละกลุ่มเป้าหมาย แต่ต้องกำหนดทิศทางการทำงานที่ชัดเจนและสร้างพลังร่วมในการขับเคลื่อนทางสังคมอย่างต่อเนื่องเพื่อส่งผลต่อผู้ด้อยโอกาสทั้งระบบ (4) การกำหนดสิทธิของบุคคล ต้องมีความยืดหยุ่นไม่ยึดติดกับกฎหมาย ข้อบังคับอย่างสุดขั้ว แต่ต้องคำนึงถึงสถานภาพความเป็นตัวตนของมนุษย์ตามระดับศักยภาพของกลุ่มเป้าหมายและ (5) การมองคนแบบองค์รวมที่บูรณาการ เชื่อมโยงในหลายมิติเข้าด้วยกันทั้งพื้นที่ ประเด็น กลุ่มเป้าหมายและการแก้ปัญหาในทุกระดับ                  ทั้งระดับนโยบาย  การบริหารจัดการและกลไกการดำเนินการ

3.  ข้อเสนอแนะต่อการพัฒนา พิทักษ์และคุ้มครองสิทธิผู้ด้อยโอกาส คือ (1)  จัดลำดับความสำคัญของเรื่องที่จะศึกษาและพัฒนาต่อยอดงานของกลุ่มผู้ด้อยโอกาให้เพียงพอที่จะนำไปสังเคราะห์เพื่อพัฒนานโยบาย ในการพัฒนา พิทักษ์และคุ้มครองสิทธิกลุ่มผู้ด้อยโอกาสโดยรวมและเฉพาะกลุ่ม  (2 ) รัฐควรลงทุนการศึกษาวิจัยอย่างต่อเนื่อง ที่ไปสู่การเปลี่ยนแปลง การพัฒนาพิทักษ์สิทธิและคุ้มครองสิทธิของกลุ่มผู้ด้อยโอกาส โดยเฉพาะกระบวนการแทรกแซงกลุ่มเป้าหมายด้วยวิธีการใหม่ (3) การทบทวนนิยามของกลุ่มผู้ด้อยโอกาส  วิธีคิด มุมมองแบบองค์รวม เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ในการพัฒนา พิทักษ์คุ้มครองสิทธิของกลุ่มผู้ด้อยโอกาส และควรปรับแก้ไขนิยาม “ผู้ด้อยโอกาส” ให้มีความชัดเจน (4) การเสนอให้มีกฎหมายลูกเกี่ยวกับผู้ด้อยโอกาส  เพื่อให้ผู้ด้อยโอกาสได้รับการพัฒนา  พิทักษ์ คุ้มครองสิทธิอย่างจริงจังและควรปรับปรุงแก้ไขกฎหมายให้มีความทันสมัยและเหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์และเป็นไปในทิศทางเดียวกันระหว่างกฎหมายแม่บท กฎหมายลูกและกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่าง               (5) การเสริมพลังอำนาจในการพัฒนากลุ่มเป้าหมาย บนพื้นฐานของการพัฒนาอัตลักษณ์พื้นที่ให้มีความหลากหลายสอดคล้องกับแต่ละกลุ่มเป้าหมาย (6) การสร้างความตระหนักและสร้างโอกาสการมีส่วนร่วมของกลุ่มเป้าหมายในการกำหนดนโยบายเพื่อให้นโยบายที่กำหนดขึ้น สามารถนำไปปฏิบัติได้และสนองตอบความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย และนำไปสู่การบรรลุถึงความมั่นคงของกลุ่มเป้าหมาย           (7) การรณรงค์ให้ความรู้ ความเข้าใจปรับทัศนคติ มุมมองของประชาชน  เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องโดยใช้ผลงานวิจัยเป็นฐาน เพื่อนำไปสู่การพัฒนา พิทักษ์และคุ้มครองสิทธิกลุ่มเป้าหมายให้มากขึ้น (8) การใช้กลไกองค์กรเครือข่ายและอาสาสมัครของกลุ่มเป้าหมายเป็นกลไกการตรวจสอบและกำกับการพัฒนาพิทักษ์และคุ้มครองกลุ่มผู้ด้อยโอกาสให้มากขึ้น (9) ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของครอบครัวชุมชนในการพัฒนา คุ้มครองและพิทักษ์สิทธิของกลุ่มเป้าหมาย โดยบรรจุในแผนพัฒนาทุกระดับ โดยเฉพาะ                 แผนแม่บทชุมชน (10) การบูรณาการการทำงาน  มีการทำงานในรูปแบบสหวิชาชีพ  มีการทำงานเป็นเครือข่าย เพื่อการพัฒนา พิทักษ์ และคุ้มครองสิทธิผู้ด้อยโอกาส (11) การบูรณาการแผน งาน คน งบประมาณของภาคส่วนต่าง ๆ ที่ทำงานกับกลุ่มผู้ด้อยโอกาส ให้เกิดการขับเคลื่อนทางสังคมที่มีผลต่อการพัฒนาพิทักษ์และคุ้มครองสิทธิของกลุ่มเป้าหมาย โดยเชื่อมโยงกับการใช้ทุนทางสังคมที่มีอยู่          ในท้องถิ่น (12) การทบทวน ติดตาม กำกับ การประเมินผลการดำเนินโครงการของทุกภาคส่วนเพื่อนำมาปรับปรุงในการพัฒนา พิทักษ์และคุ้มครองสิทธิของผู้ด้อยโอกาส (13) การใช้สื่อในการนำเสนอข่าวสารข้อมูลของกลุ่มผู้ด้อยโอกาสอย่างสร้างสรรค์โดยตระหนักต่อกระบวนทัศน์ใหม่ๆ ในการพิทักษ์ คุ้มครองสิทธิของผู้ด้อยโอกาสและ(14) การพัฒนาระบบฐานข้อมูลของกลุ่มผู้ด้อยโอกาสแต่ละประเภทให้ครอบคลุม ทันสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงและสะดวกต่อการนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อกลุ่มผู้ด้อยโอกาส 

บรรณานุกรม 

    กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์.  สำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก  เยาวชน  ผู้ด้อยโอกาส คนพิการ  และผู้สูงอายุ .สถานการณ์คนไร้สัญชาติ . กรุงเทพฯ , 2548.

    กิตติบดี  ใยพูล. ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย : ศึกษาเฉพาะกรณีการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมต่อ         ผู้พ้นโทษในการเข้าทำงาน. วิทยานิพนธ์ นิติศาสตรมหาบัณฑิต. หาวิทยาลัยรามคำแหง, 2544.

    คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจจัดทำแผนป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์แห่งชาติ . แผนป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์แห่งชาติ พ.ศ. 2545 – 2549. กรมควบคุมโรคติดต่อ กระทรวงสาธารณสุข.(ม.ป.ท.),2544 .

    จตุรงค์ บุณยรัตนสุนทร.ยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาความยากจนในชนบทและชุมชนเมือง. เอกสารประกอบการสัมมนาทางวิชาการ .(อัดสำเนา) ,2549.

    บุญเลิศ  วิเศษปรีชา. โลกของคนไร้บ้าน. กรุงเทพฯ : ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน).

    ระพีพรรณ คำหอมและคณะ.2548. การสร้างและพัฒนามาตรฐาน เกณฑ์และตัวชี้วัดการพัฒนา เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส คนพิการและผู้สูงอายุ.มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,2546.

    วิทยากร เชียงกูล.แนวคิดเรื่องความยากจนและแนวทางการพัฒนาตัวแบบชี้วัดความยากจนเชิงโครง

    สร้าง. เอกสารฝ่ายประชาสัมพันธ์ สำนักงานงานกองทุนการวิจัย (สกว.) ,2546.

    วินิจ  ล้ำเหลือ. กลไกการคุ้มครองสิทธิของคนไร้สัญชาติในประเทศไทย : ศึกษาเฉพาะกรณี การถอดถอนสัญชาติจากนัยการถอนชื่อชาวบ้านออกจากทะเบียนราษฏร อำเภอแม่อาย  จังหวัดเชียงใหม่  พ.ศ. 2545. วิทยานิพนธ์ นิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง.2546.

    สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน). สรุปผลการสัมมนาสวัสดิการชุมชนแก้จนอย่างยั่งยืน.(ม.ป.ท.),2547.

    สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. กรอบแนวทางแผนกลยุทธ์ แก้ไขปัญหาความ ยากจน พ.ศ. 2545 – 2549 . (ม.ป.ท.), 2544.

    สำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ(UNDP). รายงานการพัฒนาคนของประเทศไทย  2546. กรุงเทพฯ, 2546.

    สำนักป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้าหญิงและเด็ก กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ.กฎหมายที่เกี่ยวข้องในการปฏิบัติงานด้านเด็กและสตรี.กรุงเทพฯ : ห้างหุ้นส่วนจำกัดภาพพิมพ์,2548.

    สำนักนโยบายและแผนอุดมศึกษา  สำนักงานปลัดทบวงมหาวิทยาลัย. แนวการกำหนดนโยบายสวัสดิการสังคมกับผู้ป่วยเอดส์ในประเทศไทย. กรุงเทพฯ: (ม.ป.ท), 2542.

    สุกัญญา  กาญจนรัตน์. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความคาดหวังต่อการดำเนินชีวิตหลังพ้นโทษ.วิทยานิพนธ์ สส.ม.                   คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,2544.

    สุสัณหา  ยิ้มแย้ม. คุณภาพชีวิตของผู้ติดเชื้อเอชไอวี / ผู้ป่วยเอดส์และผู้ได้รับผลกระทบจากการติดเชื้อเอชไอวีหรือ           โรคเอดส์ในชนบทภาคเหนือประเทศไทย. กรุงเทพฯ: (ม.ป.ท.),2547.

    เสาวคนธ์  เจษฎารักษ์. การปรับตนในสังคมของผู้ต้องขังหลังการปล่อยตัว. กระทรวงยุติธรรม.นนทบุรี :   ( ม.ป.ท.).,2547.

    เสาวนีย์   รุ่งเพ็ชร. ความรู้  ทัศนคติ และการปฏิบัติของประชาชนต่อสิทธิของผู้ป่วยเอดส์. วิทยานิพนธ์ สส.ม.                   คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2543.

    อภิญญา  เวชยชัย. การพัฒนาระบบสวัสดิการสำหรับคนจนและคนด้อยโอกาส : กลุ่มคนจนผู้ด้อยโอกาสและกลุ่มเสี่ยงที่ประสบปัญหาทางสังคม.สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. (ม.ป.ท) ,2546.

ความเห็น
ค้นหา
แสดงความคิดเห็นได้เฉพาะสมาชิกเท่านั้นนะครับ
Joomlacomment

Joomlacomment

ปรับปรุงล่าสุด วันอาทิตย์ที่ ๑๐ กรกฏาคม ๒๕๕๔ เวลา ๐๔:๐๗ น.