สวัสดิการชุมชน บนความพอเพียง PDF พิมพ์ อีเมล
( 9 Votes )
User Rating: / 0
แย่ดีที่สุด 
เปิดอ่านทั้งหมด : 22112 ครั้ง
เขียนโดย Administrator   
วันเสาร์ที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๕๒ เวลา ๐๗:๐๖ น.

สวัสดิการชุมชน  บนความพอเพียง  :  ผันไปสู่นโยบายสาธารณะ

                                                                                                                       สุพจน์  ธรรมา* 

          ระบบสวัสดิการชุมชนภาคประชาชน เคลื่อนขบวนครั้งสำคัญ เมื่อวันที่ ๔-๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐ ในงานมหกรรม “สวัสดิการชุมชน  คนไม่ทิ้งกัน” โดย เครือข่ายสวัสดิการชุมชน ๗ ภาค ได้ยื่นข้อเสนอของภาคประชาชนต่อรัฐบาล ประเด็นที่สำคัญประการหนึ่ง คือ ขอให้รัฐบาลจัดตั้งคณะกรรมการส่งเสริมกองทุนสวัสดิการชุมชนท้องถิ่นแห่งชาติ เพื่อทำหน้าที่กำหนดนโยบายการพัฒนากองทุนสวัสดิการชุมชนท้องถิ่นที่ใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง ให้ประชาชนมีบทบาทเป็นหลัก และเพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างเศรษฐกิจพอเพียงของชุมชนฐานรากให้เกิดขึ้นทั่วประเทศ โดยขอให้รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินงาน และให้ทุกหน่วยงานของรัฐดำเนินงานตามนโยบายอย่างจริงจัง และมอบหมายให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการให้บรรลุเป้าหมาย ในกรณีของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ขอให้ ศอ.บต. สนับสนุนการดำเนินงานของภาคประชาชน ทั้งเรื่องกองทุนสวัสดิการชุมชนท้องถิ่น และจัดทำแผนชุมชนพึ่งตนเอง รวมทั้งสนับสนุนกองทุนสวัสดิการชุมชนท้องถิ่นให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมและศาสนาของชาวไทยมุสลิม

          หลังจากมหกรรมฯผ่านไปไม่กี่วันกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้แต่งตั้ง “คณะกรรมการสนับสนุนการจัดสวัสดิการชุมชนท้องถิ่น” เมื่อวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐  โดยมีผู้แทนเครือข่าย/องค์กรชุมชนด้านสวัสดิการชุมชนทั่วทุกภูมิภาคเป็นกรรมการ และจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น สันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย  มหาวิทยาลัย  สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สคช.)   สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมแห่งชาติ และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(พอช.) นับเป็นย่างก้าวที่สำคัญของงานสวัสดิการชุมชนที่รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น   ให้สามารถจัดการตนเองเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่  โดยส่งเสริมบทบาทของครอบครัว ชุมชน ในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาสังคม ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้มี  “ยุทธศาสตร์การพัฒนาสังคมไม่ทอดทิ้งกัน สังคมเข้มแข็งและสังคมคุณธรรม”  ขณะที่ภาคประชาชนได้มีการจัด “ระบบสวัสดิการชุมชนท้องถิ่น”  อย่างกว้างขวาง    ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนนโยบายของรัฐ

          เพื่อให้การจัด “ระบบสวัสดิการชุมชนท้องถิ่น” โดยภาคประชาชนที่มุ่งสร้างหลักประกันเพื่อความมั่นคงด้วยระบบการช่วยเหลือเกื้อกูลของคนในชุมชนท้องถิ่น ให้มีภูมิคุ้มกันในการดำรงชีวิตและ “ระบบโครงข่ายการคุ้มครองทางสังคม” (Social Safety Net) ในรูปแบบวิธีการที่หลากหลายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เกิดประสิทธิผล มีการเชื่อมโยง ขยายผลทั่วประเทศ และมีการประสานเรียนรู้ เชื่อมโยงระหว่าง “ระบบสวัสดิการของชุมชนกับระบบขององค์กรปกครองท้องถิ่นและระบบของหน่วยงานภาครัฐ” อย่างเกื้อกูลซึ่งกันและกัน

          พัฒนาการของสวัสดิการชุมชน จากสภาพปัญหาความยากจนของชาวบ้านโดยเฉพาะส่วนใหญ่ที่เป็นเกษตรกร ทำให้ทางการหาวิธีการให้ความช่วยเหลือด้วยการจัดหาเงินทุนมาให้กู้และคิดดอกเบี้ยในอัตราต่ำ  กระทรวงพระคลังมหาสมบัติ ในปลายรัชกาลที่ ๕  ได้นำระบบสหกรณ์มาใช้มีการจดทะเบียนตั้งสหกรณ์หาทุนวัดจันทร์ไม่จำกัดสินใช้  อำเภอเมือง  จังหวัดพิษณุโลกเป็นแห่งแรก เมื่อวันที่ ๒๖  กุมภาพันธ์  ๒๔๕๙ ครั้นเมื่อประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมแห่งการพัฒนาไปสู่ความทันสมัยนับแต่ใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับแรกเมื่อปี ๒๕๐๔ สมัยที่ผู้ใหญ่ลีตีกลองประชุมชาวชนบทของประเทศซึ่งเป็นเกษตรกรส่วนใหญ่ก็ยังไม่สามารถหลุดพ้นจากวังวนของหนี้สินเกษตรกรได้  เครือข่ายหนี้สินชาวนาจึงพากันมาเดินขบวนในเมืองหลวงเมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๕๐ ปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลเพื่อเรียกร้องความช่วยเหลือ ครม.แก้ปัญหาหนี้สินชาวนา  

          รูปธรรมที่พบในปี ๒๕๑๗ หรือประมาณ ๓๓ ปีที่ผ่านมา พัฒนากร กรมการพัฒนาชุมชนได้บุกเบิกจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตโดยมีวัตถุประสงค์ให้ประชาชนรู้จักการออมและบริหารจัดการเงินออมแบบรวมหมู่ โดยให้ครัวเรือนยึดหลักคุณธรรม ๕  ประการ คือ ซื่อสัตย์ เสียสละ รับผิดชอบ เห็นอกเห็นใจ และไว้วางใจซึ่งกันและกัน (จรัส  สุวรรณเวลา,๒๕๔๙) นายประพันธ์  เทียรวิหาร  จากสถาบันการเงินชุมชน จังหวัดพะเยา แสดงความคิดเห็นว่า  ชุมชนไม่ได้อยู่ได้ด้วยปัจจัยทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่มีเรื่องของวัฒนธรรม ประเพณี จิตวิญญาณ ความอบอุ่น และอะไรอีกหลายอย่าง เป็นองค์ประกอบให้ชุมชนอยู่ได้อย่างมีความสุข  ที่ผ่านมาสถาบันการเงินไม่เคยเป็นของประชาชน เมื่อประชาชนเลือดเข้าตาหันไปพึ่งใครไม่ได้  จึงทำให้เกิด “กลุ่มออมทรัพย์” ต่าง ๆ  ซึ่งอาจไม่ใช่สถาบันการเงิน  แต่เป็นกระบวนการมิติใหม่ที่แสดงถึงความอดออมจากความพยายามของประชาชน เพื่อดึงทรัพยากรและการบริหารให้มาอยู่ในมือของประชาชน (ศิริพร  ยอดกมลศาสตร์,๒๕๔๔ : ๒๖๑) แม้ว่าการออมหุ้นสัจจะโดยภาคประชาชนล้มลุกคลุกคลานมาโดยตลอด ชาวบ้านได้เห็นความสำคัญยิ่งขึ้นเมื่อครูได้จัด “สวัสดิการเพื่อการศึกษา” ขยายผลกับเด็กนักเรียนและครูกระบวนการสร้างระบบการเงินของตนเองให้เข้มแข็งในชุมชนโดยประชาชนจึงเป็นรูปธรรมขึ้นมาอีกครั้ง

          ในปี ๒๕๒๔ เกิด “สถาบันการเงินชุมชน” โดยประสานความคิดจาก ๓ ส่วน คือ รัฐ ชุมชน และ NGOs การจัดระบบสวัสดิการชุมชน ในระยะต่อมาจึงได้รับการพัฒนาอย่างเป็นระบบ ตัวอย่างเช่น ที่อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ตำบลน้ำขาว ภายใต้การนำของครูชบ  ยอดแก้ว            กลุ่มคลองเปรี๊ยะ ภายใต้การนำของนายอำพร  ด้วงปาน (ผู้ก่อตั้งและอธิการบดีคนแรกของมหาวิทยาลัยภูมิปัญญาไท จ.สงขลา)   และกลุ่มออมทรัพย์ตำบลนาหว้า ภายใต้การนำของนายเคล้า  แก้วเพชร ในอำเภอเดียวกันทั้งสามกลุ่ม ทางภาคอีสานผู้นำความคิดส่วนหนึ่งเป็นพัฒนากร แต่อีกส่วนหนึ่งมาจาก NGOs เช่น เครือข่ายองค์กรชุมชน “อินแปง”  ภายใต้การนำของพ่อเล็ก  กุดวงศ์แก้ว พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ที่ภูพานสกลนคร บางส่วนอยู่อุดรธานี กาฬสินธ์และมุกดาหาร มีจำนวนกว่า ๘๐ ตำบล เกือบพันหมู่บ้าน สมาชิกกว่าแสนคนซึ่งรู้จักกันในนาม “อินแปง มหาวิทยาลัยชีวิต สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน” LIFE : Learning  Institute  For  Everyone  รวมทั้งครูบาสุทธินันท์ ปรัชญพฤกษ์  พ่อผาย สร้อย สระกลาง พ่อดำเดื่อง ภาษี  พ่อมหาอยู่  สุนทรธัย พ่อเชียง ไทยดี ในกรุงเทพฯ รับความคิดจาก NGOs เป็นสำคัญเหมือนกัน เช่น เครือข่ายองค์กรเงินผู้มีรายได้น้อยในชุมชนเมือง โดยสำนักงานพัฒนาชุมชนเมือง (พชม.) ปัจจุบันคือสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ (พมช.) เครือข่ายองค์กรการเงินชุมชน เหล่านี้ประกอบด้วย เครือข่ายสหกรณ์เครดิตยูเนียน เครือข่ายกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต ซึ่งมีกรมการพัฒนาชุมชนสนับสนุน เครือข่ายสหกรณ์การเกษตร ซึ่งมีกรมส่งเสริมสหกรณ์สนับสนุน เครือข่ายกลุ่มเกษตรกร โดยกรมส่งเสริมการเกษตร เครือข่ายกองทุนพัฒนาหมู่บ้านในเขตปฏิรูปที่ดินโดย สปก. เครือข่ายธนาคารหมู่บ้านโดยสมาคมนักพัฒนาหมู่บ้านและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เครือข่ายกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ โดยพระสุบิน ปณีโต จังหวัดตราดและพระอธิการมนัส  ขันติธัมโม จังหวัดจันทบุรี เครือข่ายกลุ่มสัจจกรณ์ โดยมูลนิธิไทยเพื่อการพัฒนา เครือข่ายกองทุนหมุนเวียนที่ตั้งโดยองค์กรพัฒนาเอกชน เครือข่ายกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร และเครือข่ายกลุ่มเยาวชนเกษตรกร ซึ่งมีกรมส่งเสริมการเกษตรสนับสนุน ทั้งหมดนี้มีกระจายไปในทุกจังหวัดทั่วประเทศ ถ้าปราศจากส่วนหนึ่งส่วนใดแล้วการพัฒนาระบบสวัสดิการชุมชนท้องถิ่นต่าง ๆ คงจะเติบโตมาถึงทุกวันนี้ไม่ได้

           ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจฯ ระยะเปลี่ยนผ่านระหว่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๗  เข้าสู่แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๘ ในปี ๒๕๓๙–๒๕๔๐  ทำให้ภาคประชาสังคมเกิดความสนใจและตื่นตัวในการพึ่งตนเองมากขึ้น  และในปี ๒๕๔๑ ได้มีการจัดตั้งกองทุนเพื่อการลงทุนทางสังคม (Social Invesment Fund หรือ SIF) ตามข้อเสนอของ “กลุ่มผู้นำภาคประชาสังคม”ภายใต้การนำของ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ประเวศ  วะสี  ศาสตราจารย์ ดร.อัมมาร์ สยามวาลา นายไพบูลย์  วัฒนศิริธรรม   ดร.อเนก  นาคะบุตร  และผู้นำทางสังคมอีกหลายท่าน ซึ่งเป็นผู้มีจิตอาสา มีจิตสาธารณะ มีจิตสำนึกในการรับผิดชอบต่อสังคม กองทุนฯ SIF เป็นกองทุนที่ใช้เงินงบประมาณแผ่นดินที่มีการบริหารเป็นอิสระภายใต้ข้อตกลงร่วมกันระหว่างธนาคารโลก กระทรวงการคลัง และธนาคารออมสิน ภายใต้แนวคิดหลักในการใช้ความเอื้ออาทร โปร่งใส ใช้งบประมาณเป็นเครื่องมือในการเชื่อมร้อยคนที่มีจิตสำนึกสาธารณะ มีใจอาสามาผนึกกำลังในการแก้ไขปัญหาวิกฤติชาติ ใช้วัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นสื่อในการเสริมสร้างและก่อให้เกิดความเจริญงอกงามเพิ่มขยายทุนทางสังคม อันได้แก่ ความดี ความงาม การอยู่เย็นเป็นสุขอย่างยั่งยืนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงในพระราชดำริองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

          ในปี ๒๕๔๓ การเคลื่อนไหวของนักวิชาการ ได้จัดประชุมรวมแนวคิด “ชุมชนไทยท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลง” : พลวัตชุมชนไทยในสมัยโลกาภิวัตน์ เมื่อวันที่ ๓๐-๓๑ พฤษภาคม ๒๕๔๓  สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)ได้ข้อสรุปจากการสังเคราะห์ภาพรวมของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมโดย ดร. อเนก  นาคะบุตร  (๒๕๔๓)พบว่า “ชุมชนเข้มแข็ง” เนื่องจากท้องถิ่นกำลังเสนอการปรับพื้นที่ที่เขาจะมีความสัมพันธ์กันเองใหม่ ไม่ได้ขึ้นกับ อบต. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ไม่ได้ขึ้นกับทางการเท่านั้น  เขากำลังเสนอพื้นที่ใหม่ เวทีการเรียนรู้ใหม่ พื้นที่ทีไม่ใช่เป็นของผู้นำเก่าที่เป็นทางการ หรือผู้ที่มีอำนาจเงินเท่านั้น ที่เขาจะกำหนดชุมชน กำหนดสังคม กำหนดจังหวัด กำหนดประเทศ เขากำลังเสนอว่าในระบบความคิดใหม่ที่เกิดขึ้น ถ้าเน้นเรื่องคุณค่าการอยู่ร่วมกัน เน้นเรื่องความเข้มแข็งของการอยู่ร่วมกัน ภายใต้ชะตากรรมและความสงบสุขร่วมกัน ภายใต้การมีเศรษฐกิจพอเพียง พื้นที่ใหม่ต้องเกิดขึ้นโดยเริ่มจากครอบครัว ในเรื่องการเปลี่ยนผู้นำแบบไม่เป็นทางการเข้ามา ให้เพศหลายเพศเข้ามา ให้วัยหลายวัยเข้ามา ให้มีหลากหลายวัฒนธรรมเข้ามา จะให้ประชาคมมีโอกาสเข้าไปมีส่วนกำหนดร่วมกับฝ่ายทางการ

           นายแพทย์พลเดช  ปิ่นประทีป (www.rakbankerg.com : 2549) กล่าวว่า  องค์กรชุมชนเข้มแข็ง แต่ละองค์กร โดยตัวของเขาเองมีการเคลื่อนไหวเพื่อแก้ปัญหาและพึ่งตนเองภายในกลุ่มเป็นด้านหลัก ต่อมาเมื่อเกิดการเชื่อมโยงประสานความร่วมมือกันเป็นเครือข่ายช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ขบวนการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นในประเทศไทยได้ผ่านการเรียนรู้และสมบทเรียน ประสบการณ์และทักษะต่าง ๆ ได้อย่างค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดขึ้นมีลำดับความเป็นมาที่เกี่ยวเนื่องกันโดยตลอด ผู้นำภูมิปัญญาชาวบ้านในภูมิภาคต่าง ๆ ได้ผ่านการเผชิญกับปัญหาบีบคั้นทุกรูปแบบในท้องถิ่นของตน แต่ก็ได้รับการพิสูจน์จากสถานการณ์จริงแล้วว่า สามารถประคับประคองชุมชนเล็ก ๆ ของตนเอาไว้ได้ และยิ่งกว่านั้นพวกเขายังได้ประสานร่วมมือช่วยเหลือเกื้อกูลกันเป็นเครือข่ายระดับพื้นที่อำเภอ จังหวัด และภาคของตนแล้ว

           เครือข่ายชุมชนเข้มแข็งแต่ละเครือข่าย แต่ละประเภทแต่ละพื้นที่ ต่างมีภูมิหลัง ความเป็นมา และเอกลักษณ์ของตนเอง บางเครือข่ายเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ หรือโดยผู้นำที่เป็นปราชญ์ชาวบ้านแท้ ๆ บางเครือข่ายเกิดขึ้นโดยได้รับการสนับสนุนจากบุคคลหรือองค์กรภายนอก ไม่ว่าจะเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนหรือองค์กรภาครัฐก็ตาม ได้แก่ เครือข่ายปราชญ์อีสานและเกษตรกรรมแบบยั่งยืน เครือข่ายองค์กรการเงินชุมชน เครือข่ายสมาพันธ์ประมงพื้นบ้านและป่าชายเลน  ๑๔ จังหวัดภาคใต้เครือข่ายป่าชุมชนและต้นน้ำลำธาร เครือขายอุตสาหกรรมชุมชน เครือข่ายธุรกิจชุมชนบางจาก เครือข่ายชุมชนสินติอโศก เป็นต้น

          ในปี ๒๕๔๔ ได้มีการเสนอรายงานวิจัยโครงการพัฒนาระบบสวัสดิการสำหรับคนจนและคนด้อยโอกาสในสังคมไทย  ดร.สีลาภรณ์  บัวสาย กล่าวถึง “การศึกษารูปแบบและความเป็นไปได้ในการจัดสวัสดิการโดยภาคชุมชน” เมื่อวันที่ ๑๑ มีนาคม  ๒๕๔๔ ความว่า การจัดสัมมนาครั้งนี้พยายามเน้นศึกษาศักยภาพในการดูแลตัวเองของชุมชน และการจัดระบบสวัสดิการแบบนี้น่าจะดีกว่าระบบที่รัฐจัดหรืออาจจะเข้าไปเสริมที่รัฐพยายามจะจัดได้อย่างไร  ทำให้มีการทบทวนระบบการกระจายทุนลงไปในชุมชน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสภาพที่เอาเงินเข้าไปแล้วชุมชนแตก  เกิดการแย่งชิงกัน เกิดกลุ่มอิทธิพลต่าง ๆ  (ศิริพร  ยอดกลมศาสตร์,๒๕๔๔ : ๒๔๐)  ที่มีการศึกษาเรื่องนี้ขึ้นมาเนื่องจากรัฐบาลใหม่ในช่วงนั้นมีนโยบายกองทุนหมู่บ้านละ ๑ ล้าน หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) การพักชำระหนี้เกษตรกร และ ๓๐ บาทรักษาได้เกือบทุกโรค ซึ่งถือเป็นนโยบายที่มีผลกระทบกับคนในชุมชนโดยตรง

           ในปี  ๒๕๔๔ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) หรือ พอช. ได้ให้ความหมายของคำว่า “สวัสดิการชุมชน  หมายถึง  การสร้างหลักประกัน  เพื่อความมั่นใจแก่คนในชุมชน  ซึ่งหมายความรวมถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำให้คนในชุมชนดีขึ้น อาจอยู่ในรูปสิ่งของ  เงินทอง  น้ำใจ  การช่วยเหลือเกื้อกูล  เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย”

           ในปี ๒๕๔๖ พอช. ได้อธิบายลักษณะ รูปแบบการจัดสวัสดิการโดยชุมชน  หรือฐานการจัดสวัสดิการชุมชน  ๗  ประการ คือ  ๑ การจัดสวัสดิการจากฐานองค์กรการเงินชุมชน  ๒. การจัดสวัสดิการชุมชนโดยฐานการผลิต/ธุรกิจชุมชน ๓.  การจัดสวัสดิการโดยฐานทรัพยากรธรรมชาติ/สิ่งแวดล้อม ๔. การจัดสวัสดิการจากฐานอุดมการณ์/ศาสนา ๕.การจัดสวัสดิการโดยฐานชุมชนเมือง ๖. การจัดสวัสดิการผู้สูงอายุโดยผู้สูงอายุ  ๗.  การจัดสวัสดิการโดยผู้ยากลำบาก

           หลักการสำคัญในการจัดสวัสดิการชุมชน   โดย พอช.สรุป จากแนวคิดของลักษณะรูปแบบการจัดสวัสดิการชุมชน ที่เกิดขึ้นโดยฐานต่าง ๆ ดังกล่าวได้ ๗  ประการ คือ ๑.  ทำจากสิ่งที่เป็นจริง  สอดคล้องกับวิถีของแต่ละพื้นที่ ๒.  เริ่มจากเล็กไปใหญ่  ทำแบบค่อยเป็นค่อยไป ๓. เงินเป็นเพียงเครื่องมือไม่ใช่เป้าหมาย  ใช้เงินสร้างเงื่อนไขทำให้คนอยากทำงาน  อยากทำความดี  สิ่งสำคัญ คือ การให้ความคิด  ทำให้คนพึ่งตนเอง  ทำความดี ๔.  ระบบสวัสดิการที่ดีต้องช่วยเหลือแบบไม่ก่อให้เกิดการแบ่งแยกในชุมชน ๕. เป็นองค์รวมที่ทุกอย่างเชื่อมโยงเข้าหากัน  กิจกรรมทุกอย่างสามารถก่อให้เกิดสวัสดิการได้ทุกเรื่อง  ตั้งแต่เกิดจนตายกับคนทุกเพศทุกวัย ๖.  ต้องเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับ  คนในชุมชนที่เกี่ยวข้องกับการจัดสวัสดิการเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับเสมอ  จึงมีความสัมพันธ์ที่เท่าเทียมกันและมีศักดิ์ศรี ๗.  ต้องทำด้วยความรักและอดทน ดังนั้นความหมายของ “สวัสดิการชุมชน” ในช่วงปี ๒๕๔๖ โดยสรุปได้ความว่า “สวัสดิการชุมชน เป็นกิจกรรมอย่างหนึ่งที่ชุมชนจัดขึ้น  เพื่อสร้างหลักประกันความมั่นคงให้คนในชุมชนมีความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตดี สามารถพึ่งตนเองได้ ผู้ที่ได้ประโยชน์จากสวัสดิการชุมชนได้แก่  สมาชิกในชุมชน”

          ในปี  ๒๕๔๗  จุดเปลี่ยน ครั้งสำคัญของงานสวัสดิการชุมชนได้มาถึง   เมื่อมีการจัดสัมมนาระดับชาติในหัวข้อเรื่อง  “สวัสดิการชุมชน  แก้จนอย่างยั่งยืน” เมื่อวันที่ ๒-๔  กันยายน  ๒๕๔๗  ณ  มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช  โดยมีวัตถุประสงค์ ๑) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นของขบวนการชุมชนที่จะเป็นแกนหลักในการจัดสวัสดิการชุมชน  ๒) เพื่อเสนอแนวทางการจัดสวัสดิการชุมชนต่อระดับนโยบายหน่วยงานภาครัฐส่วนกลางและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้สนับสนุนขบวนการสวัสดิการภาคประชาชนอย่างต่อเนื่อง ๓) เพื่อเสนอทางเลือกที่เป็น “ตัวอย่างของภาคประชาชนในการจัดสวัสดิการชุมชน”

          หน่วยงานที่ร่วมกันจัดงานสัมมนาครั้งนี้  คือ  เครือข่ายสวัสดิการชุมชนสี่ภาค  ศูนย์ประสานสนับสนุนการแก้ไขปัญหาความยากจนภาคประชาชน(ศตจ.ปชช)และหน่วยงานภาคีต่าง ๆ  กว่า ๑๐ สถาบัน ได้แก่ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.)คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.)คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์และสวัสดิการสังคม มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ (มฉก) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)สำนักงานปฏิรูประบบสุขภาพ  (สปรส.) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)กรมการพัฒนาชุมชน (พช.)  และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน  (องค์การมหาชน)  (พอช.)  เป็นต้น

          นับว่าเป็นการรวมพลคนทำงานชุมชนครั้งยิ่งใหญ่หลังจากที่ก้าวข้ามวิกฤติเศรษฐกิจ  ในท่ามกลางกระแสการพัฒนาที่มุ่งเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ   ทรัพยากรต่าง ๆ ของชุมชนถูกดูดกลืนเข้าสู่ส่วนกลางของประเทศและกระแสโลก  ระบบคุณค่าเดิมถูกทำลาย หรือลดทอนความสำคัญลงจนทำให้ชุมชนที่เคยพึ่งพาตนเอง ช่วยเหลือเกื้อกูลและพึ่งพาซึ่งกันและกัน เช่น ระบบพื้นฐานและวัฒนธรรมของสังคมไทยต้องกลับกลายเป็นพึงพาภายนอก    อย่างไรก็ตามยังมีชุมชนจำนวนไม่น้อยที่มีความพยายามที่จะฟื้นฟู “ภูมิปัญญาท้องถิ่น”  คิดค้นวิธีการแก้ไขปัญหาที่ช่วยเหลือพึ่งพาตนเองและสอดคล้องกับวัฒนธรรม  วิถีชีวิตของคนในชุมชนท้องถิ่นนั้น ๆ

          “สวัสดิการชุมชน”  ถือเป็นทางเลือกหนึ่ง  ที่จะช่วยให้เกิดความมั่นคงของชุมชนรากฐาน  ให้สามารถดำรงอยู่ท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ได้อย่างมีศักดิ์ศรี  สามารถยืนหยัดได้ด้วยตนเอง  ลดการพึ่งพาภายนอก  มีการคิดค้นรูปแบบสวัสดิการได้อย่างหลากหลาย  เช่น  “สวัสดิการ”  ในความหมายที่กว้าง  ครอบคลุมการดำรงชีวิต  ตั้งแต่เกิดจนตาย (พอช.๒๕๔๗)ในช่วงที่ผ่านมาชุมชนได้คิดค้นสวัสดิการชุมชนในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งในส่วนที่ชุมชนดำเนินการด้วยทุนภายในของตนเอง  และรูปแบบที่หน่วยงานเข้าไปหนุนเสริมให้ สิ่งที่ชุมชนคิดทำสามารถขยายการเรียนรู้ไปสู่พื้นที่อื่น ๆ อย่างกว้างขวาง  รูปแบบการจัดสวัสดิการโดยชุมชน หรือ ฐานการจัดสวัสดิการชุมชน  ในปีช่วง ๒๕๔๗  กำหนดได้ ๗   ประการ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้างจากฐานการจัดสวัสดิการชุมชนเดิมในปี ๒๕๔๖ อยู่บางประการ เช่น การจัดสวัสดิการโดยฐานวิสาหกิจชุมชน การจัดสวัสดิการโดยฐานที่อยู่อาศัย/ชุมชนเมือง การจัดสวัสดิการโดยฐานทรัพยากร(ดินน้ำป่า) การจัดสวัสดิการผู้นำ  เป็นต้น

          จากการสัมมนาการเครือข่ายสวัสดิการชุมชนสี่ภาคเมื่อกันยายน  ๒๕๔๗  ทำให้ได้ความหมายใหม่ของคำว่าสวัสดิการชุมชน ซึ่งเปลี่ยนไปจากเดิมเมื่อปี ๒๕๔๔ ดังกล่าวในตอนต้นซึ่งความหมายใหม่ของคำว่า สวัสดิการชุมชน    คือ  การสร้างหลักประกันเพื่อความมั่นคงของคนในชุมชน  ซึ่งหมายรวมถึงทุกอย่างที่จะทำให้คนในชุมชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น  ทั้งในรูปของสิ่งของ เงินทุน  น้ำใจ  การช่วยเหลือเกื้อกูล   เป็นเรื่องเกี่ยวกับวิถีชีวิตตั้งแต่เกิด แก่ เจ็บ ตาย” หรือกล่าวโดยย่อ “สวัสดิการชุมชน  คือ  การสร้างหลักประกันในการดำเนินชีวิต  ของภาคประชาชน”

           หัวใจของสวัสดิการชุมชน  คือ  การพึ่งตนเองและการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน“ให้อย่างมีคุณค่า  รับอย่างมีศักดิ์ศรี”  การจัดสวัสดิการตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเคารพและอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติ  อย่างเห็นคุณค่า อยู่บนพื้นฐานของศาสนา  ภูมิปัญญา  วัฒนธรรมท้องถิ่น  และการมีส่วนร่วมในทุกระดับ

          ในปี ๒๕๕๐ จุดคานงัดของสวัสดิการชุมชน มาถึงเมื่อเครือข่ายสวัสดิการชุมชน ๗ ภาค จัดงานมหกรรม “สวัสดิการชุมชน คนไม่ทิ้งกัน” เมื่อวันที่ ๔-๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐ ณ หอประชุมวิทยทัศน์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช จังหวัดนนทบุรี วัตถุประสงค์เพื่อขยายแนวคิด    การพัฒนาสวัสดิการชุมชนพึ่งตนเอง ขยายความร่วมมือในการสนับสนุนจากหน่วยงาน ภาคีที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะทางนโยบาย โดย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี เดินทางมาร่วมรับฟังด้วยตนเอง

           น.ส.สมสุข บุญญะบัญชา ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) กล่าวว่า การดำเนินงานเพื่อจัดระบบสวัสดิการชุมชนที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดการจัดสวัสดิการในรูปแบบที่หลากหลายเพื่อสร้างระบบการดูแลซึ่งกันและกันในชุมชนท้องถิ่นตั้งแต่เกิดจนตาย อาทิเช่น การจ่ายค่ารักษาพยาบาลกรณีเจ็บป่วย การสมทบค่าทำศพ การให้ทุนการศึกษาแก่เด็กด้อยโอกาสในชุมชน ซึ่งการจัดสวัสดิการดังกล่าว มุ่งเน้นให้คนในชุมชนร่วมกันสมทบ และพัฒนากองทุนสวัสดิการให้มีความเข้มแข็ง โดยนำร่องแล้วกว่า ๕๐๐ ตำบล ทั่วประเทศ มีเงินกองทุนรวม  ๒๑๕ ล้านบาท

          ผลการประชุมกลุ่มย่อยเครือข่ายสวัสดิการชุมชน ๗ ภาคที่สำคัญ คือ การยกระดับพัฒนาคุณภาพสวัสดิการชุมชนในพื้นที่เดิม   วิธีการขยายกองทุนสวัสดิการในพื้นที่ใหม่      การเชื่อมโยงขบวนสวัสดิการชุมชนให้เกิดพลัง ให้เรื่องสวัสดิการชุมชนเป็นวาระแห่งชาติ ในการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลให้เกิดความอยู่ดีมีสุข ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจัดให้มีกลไก “คณะกรรมการส่งเสริมกองทุนสวัสดิการชุมชนท้องถิ่นแห่งชาติ” ซึ่งมีองค์ประกอบจากชุมชนครึ่งหนึ่ง ผู้แทนหน่วยงาน และผู้ทรงคุณวุฒิ และจัดให้มี “คณะกรรมการสวัสดิการชุมชนระดับจังหวัด” ที่มีองค์ประกอบเช่นเดียวกัน สนับสนุนงบประมาณสมทบกองทุนสวัสดิการชุมชนสัดส่วน ๑ : ๑ : ๑ (รัฐ : ชุมชน : ท้องถิ่น) อย่างต่อเนื่อง และสนับสนุนงบประมาณขับเคลื่อนขยายกองทุนสวัสดิการชุมชน ออก พ.ร.บ.สวัสดิการชุมชน รองรับ  มีการแก้ไขกฎหมาย กฎระเบียบหน่วยงานที่เป็นอุปสรรคต่อการสนับสนุน รวมทั้ง กฎหมายอื่นที่เกี่ยวงข้อง เช่น พ.ร.บ.สภาชุมชนท้องถิ่น  พ.ร.บ.ป่าชุมชน ให้ใช้งบประมาณกองทุนของหน่วยงานที่มีอยู่แล้ว เช่น กองทุนสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์หนุนเสริมการขับเคลื่อนการจัดสวัสดิการชุมชน โดยการทำงานร่วมกับชุมชนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  รวมทั้งบูรณาการการทำงานของหน่วยงานในกระทรวงฯให้กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นจัดทำแนวปฏิบัติการ  ออกกฎระเบียบ ข้อบัญญัติที่ทำให้ อปท. สนับสนุนกองทุนสวัสดิการได้อย่างถูกต้องสนับสนุนกระบวนการเรียนรู้เรื่องสวัสดิการ จัดทำหลักสูตรสวัสดิการชุมชนบรรจุในหลักสูตรการศึกษา ให้ประกาศเกียรติคุณกองทุนสวัสดิการ และเผยแพร่สู่สาธารณะ สำหรับในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ ศอบต.  สนับสนุนกองทุนสวัสดิการชุมชน และเงินกองทุน เพื่อการแสวงบุญของชาวมุสลิม

          มหกรรมฯครั้งนี้ได้มีพิธีมอบ “รางวัลกองทุนสวัสดิการชุมชนดีเด่น” ปี ๒๕๕๐ โดย นายไพบูลย์  วัฒนศิริธรรม  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  เป็นผู้มอบรางวัล  โดยมีเจตนารมณ์เพื่อแสดงความชื่นชมกองทุนสวัสดิการชุมชนและขบวนการขับเคลื่อนสวัสดิการชุมชนในระดับจังหวัดที่เป็นแบบอย่างในการดำเนินการ  ซึ่งในการพิจารณาให้รางวัลครั้งนี้ได้มีการยกย่องประกาศเกียรติคุณพื้นที่บรมครูด้านสวัสดิการโดยไม่ได้มาพิจารณาให้รางวัลในครั้งนี้  ผลการพิจารณาจึงได้แบ่งรางวัลออกเป็น  ๒  ประเภท คือ๑) รางวัลประเภทการขับเคลื่อนสวัสดิการชุมชนดีเด่นระดับจังหวัด  ได้แก่ จังหวัดพังงา  และจังหวัดร้อยเอ็ด ๒) รางวัลประเภทกองทุนสวัสดิการชุมชนดีเด่น ได้แก่ ๑)เครือข่ายสัจจะสะสมทรัพย์ จังหวัดจันทบุรี ๒)กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลหนองสาหร่าย จังหวัดกาญจนบุรี ๓)กองทุนสวัสดิการตำบลโพธิ์ประจักษ์  จังหวัดสิงห์บุรี ๔)กองทุนสวัสดิการตำบลท่าข้าม  จังหวัดสงขลา   ๕)กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลบาโงยสิแน  จังหวัดยะลา ๖)กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลหนองบัว  จังหวัดสุโขทัย ๗)กองทุนชุมชนตำบลสะลองนอก  จังหวัดเชียงราย ๘)กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลเปือย  จังหวัดอำนาจเจริญ ๙)กองทุนสวัสดิการตำบลเขาคอก  จังหวัดบุรีรัมย์    และ ๑๐) กองบุญสัจจะตำบลวังแสง  จังหวัดมหาสารคาม

          จากนั้น นายไพบูลย์  วัฒนศิริธรรม    ได้กล่าวว่า  กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  มีแนวทางที่สนับสนุนให้เกิดสวัสดิการชุมชนที่เครือข่ายชุมชนท้องถิ่นระดับตำบลและองค์กรท้องถิ่นร่วมมือกันจัดระบบสวัสดิกากร โดยชุมชนและท้องถิ่นร่วมสมทบ ร่วมจัดการและร่วมเป็นเจ้าของ  ที่ครอบคลุมสมาชิกทั้งหมด ตั้งแต่เกิดจนตาย  ซึ่งเริ่มดำเนินโครงการตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๔๘ จากงบประมาณสนับสนุนของศูนย์ต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจนแห่งชาติ ที่สนับสนุนการขับเคลื่อนสวัสดิการโดย ศตจ.ปชช. จำนวน ๓๒.๕ ล้านบาท  ได้เริ่มนำร่องสวัสดิการชุมชนที่เป็นการสมทบจาก ๓ ฝ่าย คือ ชุมชน องค์กรท้องถิ่น และรัฐบาลส่วนกลาง โดยรัฐให้การสมทบไม่เกินตำบลละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท โดยชุมชนเป็นผู้ดำเนินการหลักปัจจุบันมีการดำเนินการกองทุนสวัสดิการชุมชนท้องถิ่นที่เกิดขึ้นจากการสนับสนุนดังกล่าว ๑๙๑  ตำบล ในระยะเวลา ๑ ปี  และได้มีการขยายผลออกไป รวมเป็น ๕๘๖ ตำบล สมาชิกรวม   ๒๒๒,๘๘๒ คน เงินกองทุนสวัสดิการชุมชน รวม ๒๑๔.๖๕  ล้านบาท  จึงนับได้ว่าแนวทางการสนับสนุนของรัฐบาลที่สอดคล้องกับโครงสร้างชุมชนท้องถิ่นที่อยู่ร่วมกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ดูแลกันเป็นพื้นฐานวัฒนธรรมไทยที่สำคัญ  ซึ่งถือเป็นแนวทางที่มีพลังของชุมชนท้องถิ่นที่มีความตื่นตัว         มีความพร้อม และสามารถที่จะจัดการท้องถิ่นของตนเองมาเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญในการปฏิรูประบบสวัสดิการพื้นฐานของสังคมไทยให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข บนฐานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

          ในปีมหามงคลพ.ศ. ๒๕๕๐ นี้เป็นที่น่ายินดีว่า เครือข่ายสวัสดิการชุมชน ๗ ภาค ตั้งเป้าหมายจะจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนระดับตำบลให้ได้ ๙๙๙ ตำบล และสร้างกลไกขบวนสวัสดิการชุมชนระดับจังหวัดทั้ง ๗๖ จังหวัด  ผู้เขียนหวังว่า “ระบบสหกรณ์” ที่มีมาแต่เดิมจะได้เข้าไปเสริมหนุนกองทุนสวัสดิการชุมชน  ให้มีความมั่นคงยิ่งขึ้น ดังคำกล่าวที่ทราบกันทั่วไปว่า    “สหกรณ์ก้าวไกล   ด้วยน้ำพระทัยจากในหลวง”

                                                         

      บรรณานุกรม 

ขัตติยา  กรรณสูต.กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์เพื่อพัฒนาคุณธรรมครบวงจรชีวิต พระอาจารย์สุบิน  ปณีโต จ.ตราด.

     กรุงเทพฯ : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ,๒๕๔๔.  

    คำสั่งกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่ ๑๓๔/๒๕๕๐  เรื่อง การแต่งตั้งคณะกรรมการสนับสนุนการจัดสวัสดิการชุมชนท้องถิ่น ,  ๒๘  กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐.

    จรัส  สุวรรณเวลาและคณะ.สู่หนึ่งทศวรรษหลังวิกฤติเศรษฐกิจ : ได้เรียนรู้และปรับปรุงอะไรบ้าง  การสร้างความเข้มแข็งของชุมชนและท้องถิ่น สู่เศรษฐกิจพอเพียงการออมของครัวเรือนในจังหวัดสงขลา. [ม.ป.ท.], ๒๕๔๙.

ณรงค์  เพ็ชรประเสริฐ . สวัสดิการโดยภาคชุมชน(๑) กลุ่มออมทรัพย์ .กรุงเทพฯ : เอดิสันเพรส โปรดักส์ ,๒๕๔๔.

    ศิริพร  ยอดกมลศาสตร์.(บรรณาธิการ) กลุ่มออมทรัพย์อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา กรณีศึกษา บ้านนาหว้า  คลองเปรียะ และบ้านน้ำขาว.กรุงเทพฯ : เอดิสันเพรส โปรดักส์ ,๒๕๔๔. 

สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน . สรุปผลการสัมมนา สวัสดิการสังคมแก้จนอย่างยั่งยืน. [ม.ป.ท.],๒๕๔๗.   

สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน . โครงการ สวัสดิการชาวบ้าน. เอกสารเผยแพร่.[ม.ป.ท.],๒๕๔๙.

สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน . สวัสดิการชุมชน คนไม่ทิ้งกัน .กรุงเทพฯ: [ม.ป.ท.],๒๕๕๐.

    สุพจน์  ธรรมา. กองทุนแสะสวัสดิการชุมชน .เอกสารประกอบการบรรยาย,๒๕๕๐.

    สุวัฒน์  คงแป้น.(บรรณาธิการ). ชุมชนคนไท.รายงานถอดบทเรียนการพัฒนาภาคประชาชน,สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน,๒๕๔๘.

    อเนก  นาคะบุตร. ชุมชนไทยท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลง .รายงานการประชุม..กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ,๒๕๔๓.

www.onebaht.net

www.culthai : coop   

www.codi.or.th

www.rakbankerg.com

www.thainhf.org.

ความเห็น
ค้นหา
แสดงความคิดเห็นได้เฉพาะสมาชิกเท่านั้นนะครับ
Joomlacomment

Joomlacomment

ปรับปรุงล่าสุด วันอาทิตย์ที่ ๑๐ กรกฏาคม ๒๕๕๔ เวลา ๐๔:๐๗ น.