หลักพุทธธรรมในธรรมาภิบาลกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น PDF พิมพ์ อีเมล
( 2 Votes )
User Rating: / 0
แย่ดีที่สุด 
เปิดอ่านทั้งหมด : 24276 ครั้ง
เขียนโดย Administrator   
วันเสาร์ที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๕๒ เวลา ๐๗:๐๖ น.

หลักพุทธธรรมในธรรมาภิบาลกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น1

วัชรพงษ์  คงมั่น2

                     

1.  ความนำ

          ท่ามกลางความสับสนในคุณค่าและนิยามศัพท์คำว่า “ คุณธรรม จริยธรรม”  และการเรียกหาความเป็นธรรมาภิบาลในการบริหารองค์กรในทุกระดับ  ในสังคมไทยในปัจจุบัน ปัญหาการฉ้อราษฎรบังหลวงในวงราชการ  ถือว่าเป็นปัญหาที่ทำลายประเทศชาติอย่างรุนแรงในทุกๆด้านและเป็นปัญหาสะสมต่อเนื่องมาทุกยุคทุกสมัย สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดรัฐประหารตั้งแต่กบฏผีบุญ กบฏเงี้ยว กบฏร้อยโท ณ. เณรจนถึงการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ก็อ้าง ความไม่เป็นธรรมาภิบาลในการบริหารราชการแผ่นดินนั่นเอง

          บทความนี้ผู้เขียนเรียบเรียงขึ้นจากการวิจัย เรื่อง “หลักพุทธธรรมในธรรมาภิบาลกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น:ศึกษาเฉพาะกรณีองค์การบริหารส่วนตำบลคำแคน อำเภอมัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น”ซึ่งมีวัตถุประสงค์ 3 ประการคือ

  1. เพื่อศึกษาการนำหลักธรรมาภิบาลซึ่งมีแนวคิดพื้นฐานเชิงพุทธธรรมไปใช้ในการบริหารงานขององค์การบริหารส่วนตำบลคำแคน
  2. เพื่อศึกษาปัญหาอุปสรรคในการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของการบริหารส่วนตำบลคำแคน
  3. เพื่อให้ได้ข้อเสนอแนะที่เหมาะสมในการบริหารให้เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลโดยมีแนวคิดพื้นฐานเชิงพุทธธรรมไปใช้ในองค์การบริหารส่วนตำบลทั่วไป

ตัวชี้วัดจากภารกิจ 5 ด้านตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจพ.ศ. 2542 คือ

  1. ภารกิจด้านการสนับสนุนและ ส่งเสริมการฝึกและพัฒนาอาชีพ
  2. ภารกิจด้านการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม
  3. ภารกิจด้านการสนับสนุนส่งเสริมประเพณีศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น
  4. ภารกิจด้านการทำแผนพัฒนาท้องถิ่น
  5. ภารกิจด้านการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของราษฎรในการพัฒนาท้องถิ่น

2.ความเป็นมา และความสำคัญของปัญหา

          ในอดีตที่ผ่านมา การปกครอง การบริหาร และการพัฒนาหมู่บ้าน ตำบล  เป็นไปตามพระราชบัญญัติปกครองท้องที่พ.ศ. 2457 ซึ่งกำหนดให้หลายบ้านรวมกันเป็นหมู่บ้าน มีผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้ดูแล และหมู่บ้านหลายๆหมู่บ้านรวมกันเป็นตำบลมีกำนันเป็นผู้ดูแล และมีหน้าที่ช่วยเหลือทางราชการโดยการรับนโยบายจากส่วนกลางที่รวมศูนย์สั่งการจากข้าง บนลงมาอาจมีความจำเป็นและสอดคล้องกับภววิสัยหนึ่งๆและภารกิจหนึ่งๆอยู่จวบจนถึงปัจจุบัน

          เมื่อประเทศชาติมีความเจริญและสังคมมีความซับซ้อนมากขึ้น วิธีคิด วิธีทำงานแบบรวมศูนย์อำนาจนี้ถือว่าไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปและหรืออาจ ไม่ตรงกับความต้องการที่แท้จริงของประชาชนในพื้นที่ จึงได้มีการกระจายอำนาจในรูปแบบสภาตำบลเพื่อให้เป็นองค์กรของประชาชนในท้องถิ่น แต่ที่ผ่านมา แม้ว่ารัฐบาลกลางได้มีนโยบายให้องค์การบริหารส่วนตำบลบริหารงานโดยยึดถือหลักธรรมาภิบาล  ก็ยังพบว่าองค์การบริหารส่วนตำบลจำนวนมากยังขาดความรู้ความเข้าใจต่อการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาล อีกทั้งยังไม่ได้นำหลักพุทธธรรมซึ่งเป็นทั้งหลักการพื้นฐานของธรรมาภิบาลและหลักการพื้นฐานในการดำเนินชีวิตของประชาชนส่วนใหญ่ในสังคมไทยมาใช้ในการบริหารงานซึ่งส่งผลต่อความล้มเหลวในการบริหารงาน รวมทั้งทำให้ไม่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนและจากรัฐบาลกลางในหลายๆกรณีอีกด้วย

          กล่าวเฉพาะองค์การบริหารส่วนตำบลคำแคนซึ่งเป็นองค์การขนาดเล็กที่มีภารหน้าที่รับผิดชอบประชาชนในพื้นที่ที่ค่อนข้างยากจนและมีอาชีพเกษตรกรรมที่อาศัยธรรมชาติเป็นหลัก รวมทั้งภายในชุมชนเองมีชาวบ้านที่รวมกลุ่มกันเป็นกลุ่มต่างๆเช่นกลุ่มทำปุ๋ยชีวภาพ กลุ่มออมทรัพย์ กลุ่มทอผ้า ที่ควรได้รับการสนับสนุนส่งเสริมให้มีการบริหารจัดการที่ดีและเข้มแข็งตามภารกิจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นอกจากนั้นชุมชนยังมีทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมเช่นป่าไม้ ภูเขาซึ่งบางส่วนได้ถูกบุกรุกอยู่จำนวนมากรวมทั้งมีวัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิตที่เป็นไปตามหลักพุทธธรรมอยู่อย่างเข้มแข็ง  ขณะเดียวกันองค์การบริหารส่วนตำบลคำแคนก็ได้มีการแข่งขันการเข้าสู่อำนาจด้วยการลงทุนด้วยเงินจำนวนมาก สภาวะเหล่านี้จึงเป็นแรงจูงใจที่สำคัญในการศึกษาว่า องค์การบริหารส่วนตำบลคำแคน ได้นำหลักพุทธธรรมซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานในธรรมาภิบาลมาใช้ในการบริหารงานหรือไม่อย่างไร มีปัญหาอุปสรรคอะไรบ้าง และเพื่อที่จะได้ข้อเสนอแนะที่เหมาะสมในการดำเนินงานให้เป็นไปตามหลักพุทธธรรมในธรรมาภิบาลเพื่อเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนต่อไป

          2.1 แนวคิดและพัฒนาการ การปกครองส่วนท้องถิ่น  โกวิทย์ พวงงาม กล่าวถึงแนวคิดการปกครองส่วนท้องถิ่นและ การกระจายอำนาจตามพระราชบัญญัติสภาตำบล และองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537(แก้ไขถึงฉบับที่5)พ.ศ.2546 และพรบ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจพ.ศ. 2542 ว่า การกระจายอำนาจมีแนวคิดตั้งอยู่บนเจตนารมณ์เพื่อการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะความต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมรับผิดชอบชุมชน ต่องบประมาณของตนเอง และมีความเป็นอิสระพอสมควร ซึ่งจุดมุ่งหมายนี้จะสำเร็จลงได้ก็ด้วยวิธีการให้ประชาชน กลุ่มองค์กรชุมชนในท้องถิ่นเข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทั้งในแง่ของการใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นของตนเอง และกลไกการมีส่วนร่วมกิจกรรมเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น การกำกับดูแล ตรวจสอบ ตลอดจนการเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่นเป็นต้น แนวคิดพื้นฐานของการปกครองท้องถิ่นจึงเป็นประโยชน์ต่อการวางรากฐานการปกครองระบอบประชาธิปไตย และ ชูศักดิ์  เที่ยงตรง ได้กล่าวถึงแนวคิดการปกครองส่วนท้องถิ่นเช่นกันว่า คือการปกครองที่รัฐบาลกลางมอบอำนาจให้หรือกระจายอำนาจไปให้หน่วยการปกครองท้องถิ่นมีอำนาจในการปกครอง  และรับผิดชอบทั้งหมดหรือแต่บางส่วนในการบริหารภายใต้ขอบเขต อำนาจ หน้าที่ และอาณาเขตของตนที่บัญญัติ ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ ส่วน กระมล  ทองธรรมชาติ ได้กล่าวถึงการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นว่าเป็นเจตนารมณ์สำคัญประการหนึ่งของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยปีพุทธศักราช 2540 ซึ่งประกาศใช้เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม  พ.ศ. 2540   ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองในระบอบประชาธิปไตยทั้งระดับท้องถิ่นและระดับชาติ    จึงมีกฎหมายว่าด้วยการ กำหนดแผนขั้นตอนการกระจายอำนาจซึ่งอย่างน้อยจะต้องมีสาระสำคัญดังต่อไปนี้

            1. การกำหนดอำนาจหน้าที่ในการจัดระบบบริหารสาธารณะระหว่างรัฐกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกันเอง

            2. การจัดสรรสัดส่วนภาษีและอากรระหว่างรัฐกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเองเป็นสำคัญ

            3. การจัดให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง ทำหน้าที่ตาม1 และ2 ประกอบด้วยผู้แทนของหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนขององค์ปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งมีคุณสมบัติตามที่กฎหมายบัญญัติโดยมีจำนวนเท่ากัน

            4. ในกรณีที่มีการกำหนดอำนาจหน้าที่ และการจัดสรรภาษี และอากร ตาม1และ2 ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใดแล้วเช่นกรุงเทพมหานคร หรือเทศบาลเป็นต้น คณะกรรมการต้องนำเรื่องดังกล่าวมาทบทวนใหม่ทุกระยะเวลาไม่เกิน 5 ปี ทั้งนี้จะต้องคำนึงถึงการกระจายอำนาจเพิ่มขึ้นให้แก่ท้องถิ่นเป็นสำคัญ และวุฒิสาร ตันไชย ได้กล่าวโดยสรุปว่า การกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นแนวทางที่รัฐบาลทุกรัฐบาลต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ซึ่งกำหนดไว้ในมาตรา 78 ในหมวดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐนอกจากนั้นในมาตรา 284 ยังได้กำหนดให้มีการออกกฎหมายเพื่อเกิดการกระจายอำนาจอย่างแท้จริงอีกด้วย  พระราชบัญญัติ กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจ พ.ศ. 2542 จึงเป็นกฎหมายเพื่ออนุวัตรตามมาตรา 284 แห่งรัฐธรรมนูญ  โดยมีสาระสำคัญในการกำหนดอำนาจหน้าที่ในการจัดระบบบริการสาธารณะระหว่างรัฐกับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกันเอง  รวมทั้งกำหนดให้มีการจัดสรรรายได้ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เหมาะสมกับภารกิจที่ได้รับมอบหมายโดยกำหนดให้มีคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่จัดทำแผนการกระจายอำนาจและแผนปฏิบัติการและมีกรอบคิดที่สำคัญ  3  ประการ คือ

          ประการแรก ความเป็นอิสระขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภายใต้ความเป็นรัฐเดียวและความมีเอกภาพของประเทศโดยเฉพาะการมีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

          ประการที่สอง   หลักความสัมพันธ์ของ การบริหารราชการแผ่นดินคือความสัมพันธ์ระหว่างบทบาทอำนาจหน้าที่ของราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น

          ประการที่สาม หลักประสิทธิภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กล่าวคือเป็นการเพิ่มขีดความสามารถให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและส่งเสริมให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมและตรวจสอบได้ 

          จากการศึกษาแนวคิดของนักวิชาการข้างต้นผู้ศึกษาจึงสรุปได้ว่า การกระจายอำนาจเป็นวิธีการและเป้าหมายเพื่อสร้างพลังท้องถิ่นให้เข้มแข็งในการคิด วางแผน ตัดสินใจ ติดตาม ตรวจสอบด้วยกระบวนการของประชาชนในท้องถิ่นเองและในการศึกษานี้ได้เน้นหนักการกระจายอำนาจตามกฎหมายรัฐธรรมนูญพุทธศักราช2540โดยเน้นไปที่หมวด9ตั้งแต่มาตรา282-290 และนำอำนาจหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตำบลตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พุทธศักราช 2537(แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่5)พุทธศักราช 2546 มาตรา 67-68รวมทั้งใช้ภารกิจ 5 ด้านตามพระราชบัญญัติ กำหนดแผน และขั้นตอนการกระจายอำนาจพุทธศักราช 2542 เป็นตัวชี้วัดที่สำคัญ

          2.2.  ขั้นตอนการกระจายอำนาจ  วุฒิสาร   ตันไชย ได้กล่าวถึง แผนการและขั้นตอนการกระจายอำนาจว่า การกระจายอำนาจกำหนดไว้เป็น 3 ช่วง คือ พ.ศ. 2544-2547 ) ในช่วง 4 ปีแรกได้กำหนดให้มีการถ่ายโอนภารกิจที่ซ้ำซ้อน โดยที่ภารกิจบริการสาธารณะจำนวนหนึ่งจะถ่ายโอนไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นผู้ดำเนินการในขณะที่ราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคจะทำหน้าที่สนับสนุน ส่งเสริมการดำเนินงานของท้องถิ่นตลอดจนการกำกับดูแล จัดการการบริหารสาธารณะเหล่านั้นให้ได้มาตรฐานเพื่อเป็นหลักประกันต่อประชาชน   หลังจากระยะเวลา 4 ปีแรกสิ้นสุดลง จนถึงระยะเวลาการถ่ายโอนในปีที่ 10 ( พ.ศ.2548-2553) การกระจายอำนาจการจัดบริการสาธารณะต่างๆ ให้แก่องค์การปกครองสาวนท้องถิ่นจะแล้วเสร็จประชาชนจะได้รับบริการสาธารณะได้มากขึ้น และจะเข้าไปมีส่วนร่วมในการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสูงขึ้น และหลังจากปีที่1(2555 ) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะเป็นองค์กรหลัก ในการบริหารจัดการ และบริการสาธารณะ และการปกครองส่วนท้องถิ่นจะเป็นการปกครองของประชาชนในท้องถิ่นเอง  ซึ่งได้กำหนดเป้าหมายที่สำคัญไว้ 4 ประการคือ

          ประการที่หนึ่ง ต้องจัดให้มีการถ่ายโอนภารกิจในการจัดบริการสาธารณะให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความพร้อมและให้สามารถดำเนินการได้ภายใน 4 ปี

          ประการที่สอง ต้องกำหนดแนวทางการจัดสรรรายได้ ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้เป็นไปตามกรอบของกฎหมาย และสอดคล้องกับภารกิจที่ถ่ายโอนไป กล่าวคือต้องจัดสรรให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีรายได้ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของรายได้รัฐบาลในปี2544 และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีรายได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 35 ของรายได้รัฐบาลในปี2549

          ประการที่สาม ต้องกำหนดแนวทางวิธีการในการถ่ายโอนบุคลากรจากหน่วยงานของรัฐไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามภารกิจที่เปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งเร่งสร้างและบริหารงานบุคคลเพื่อรองรับการถ่ายโอน

          ประการที่สี่ เร่งรัดปรับปรุง แก้ไขกฎหมาย อำนาจหน้าที่ เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบริหารงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดียิ่งขึ้น  เป้าหมายทั้ง4 ประการนี้จะต้องเร่งดำเนินงานและให้สอดคล้องกับระยะเวลาการกระจายอำนาจ ทั้งในด้านการถ่ายโอนงาน งบประมาณ บุคลากรและกฎหมายทั้งนี้เพื่อความต่อเนื่องของการกระจายอำนาจ

3.ธรรมาภิบาล ความหมายและ นิยามศัพท์ปฏิบัติการในการศึกษา

          ธรรมาภิบาล ความหมายที่จำเพาะเจาะจง ยังไม่เป็นที่ตกลงกันได้ในหมู่นักวิชาการนัก แต่โดยรากศัพท์แล้วคำว่า ”ธรรมาภิบาล” เป็นคำสนธิกันระหว่าง ธรรมะ กับคำว่า อภิบาล หมายถึง การรักษาไว้ซึ่งธรรม ในการศึกษาวิจัยนี้ให้หมายถึงแนวทางในการบริหารองค์กรและการจัดระเบียบ สังคมเพื่อให้ทุกภาคส่วนดำรงอยู่ได้อย่างอย่างสมานฉันท์และสันติสุข  โดย ยึดถือหลักธรรมาภิบาลหรือธรรมรัฐ 6 หลักคือ                    

         1.หลักนิติธรรม คือ การกระทำใดๆที่ถูกต้องตามกฎหมายและกฎหมายนั้นได้ให้อำนาจไว้ในการกระทำนั้นๆ

         2.หลักคุณธรรม คือการยึดมั่นในความถูกต้องดีงามเป็นธรรม ไม่เอารัดเอาเปรียบ คนอื่นและมีความซื่อสัตย์ ขยัน มีระเบียบวินัย

         3.หลักความโปร่งใส คือการบริหารราชการทั้งปวงโดยให้ประชาชนทราบทุกขั้นตอนโดยการแจ้งเป็นหนังสือ หรือสื่ออื่นๆในชุมชน/หมู่บ้าน

         4.หลักการมีส่วนร่วม คือการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการ การพัฒนาของ อบต. โดยร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ ร่วมตรวจสอบ และร่วมรับผลประโยชน์ทุกขั้นตอนได้อย่างอิสระ และไม่ครอบงำ

          5.หลักความรับผิดชอบ คือความตระหนักในสิทธิหน้าที่ ความสำนึกในความรับผิดชอบ และแก้ปัญหาที่ตอบสนองความจำเป็น/ความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

          6.หลักความคุ้มค่า คือการใช้ทรัพยากร หรือปัจจัยที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนส่วนใหญ่ในท้องถิ่นโดยคำนึงถึงการไม่ทำลายฐานทรัพยากร

          3.1 หลักพุทธธรรมในธรรมาภิบาลกับบริบทไทยดั้งเดิมคืออะไร  หลักพุทธธรรมในธรรมมาภิบาลกับหลักการปกครองบ้านเมืองมีมาตั้งแต่ก่อนสมัยสุโขทัยแล้วดังจะเห็นได้อย่างชัดเจนในหลักทศพิธราชธรรมอันเป็นหลักที่พระมหากษัตริย์ยึดถืออย่างมั่นคงในการปกครองประเทศเสมอมา นอกจากนั้นหลักพุทธธรรมยังเป็นรากฐานของโลกทัศน์และชีวะทัศน์ของคนไทยในอดีตที่แสดงออกทางวัฒนธรรม  ค่านิยม และความเชื่อเรื่องบุญบาป เช่น ทำดีได้ดี คนดีผีคุ้ม ทำชั่วตกนรก เป็นต้นและจนถึงอยุธยาตอนกลางนั้นยังยึดหลักพุทธธรรมฝ่ายเถรวาทและพุทธธรรมฝ่ายมหายานปนกันกับศาสนาพราหมณ์อยู่  สมเกียติ  วันทะนะ กล่าวถึงอำนาจ 6 ประการที่มีผลต่อวิถีชีวิตของบุคล และสังคมส่วนรวมในช่วงสมัยสุโขทัยถึงอยุธยาตอนกลางว่า  อำนาจธรรม อำนาจพุทธเทพนิกร อำนาจอมนุษย์  อำนาจพรมเทพนิกร อำนาจไสยเวท และอำนาจผู้ปกครองพุทธรัฐ   อำนาจทั้ง 6 มีความสัมพันธ์ต่อกันและกันซึ่งมีแนวคิดพื้นฐานมาจาก เรื่องไตรภูมิ หรือพุทธจักรวาลวิทยา

          ในอยุธยา เมื่อสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ก่อตั้งกรุงศรีอยุธยาเมื่อ พ.ศ.1893 พระองค์ได้ผสมผสานหลักพุทธศาสนากับพราหมณ์เข้าด้วยกันในราชพิธีต่างๆ  พระมหากษัตริย์ในสมัยอยุธยา นอกจากเป็นสมมติเทพที่ทรงธรรมแล้วยังเป็นเทวราชาที่ยิ่งใหญ่ 2 ความหมายคือ  ทรงเป็นราชาที่มีภาวะแห่งเทพในพระองค์  และทรงเป็นราชาผู้ทรงคุณธรรมซึ่ง เมื่อผู้ปกครองใช้อำนาจไม่เป็นธรรมจะส่งผลเป็นภยันตรายต่อบ้านเมืองให้รับผลร่วมกันในสังคม ดังมีบทพรรณนาในเพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา ว่า “เมื่อพระมหากษัตริย์ไม่ทรงทศพิธราชธรรมก็จะเกิดภาวะยุคเข็ญในสังคม 16 ประการกล่าวคือ   เดือนดาวดินฟ้าจะอาเพศ อุบัติเหตุเกิดทั่วทุกทิศาน  มหาเมฆจะลุกเป็นเพลิงกาฬ เกิดนิมิตพิสดารทุกบ้านเมือง พระคงคาจะแดงเดือดดั่งเลือดนก อีกแผ่นดินเป็นบ้าฟ้าจะเหลือง     ผีป่าก็จะวิ่งเข้าสิงเมือง  ผีเมืองนั้นจะออกไปอยู่ไพร พระเสื้อเมืองจะเอาตัวหนี พระกาลกุลีจะเข้ามาเป็นไส้ พระธรณีจะตีอกไห้ อกพระกาลจะไหม้อยู่เกรียมกรม ในลักษณะทำนายไว้บ่ห่อนผิด  เมื่อพินิจพิศดูก็เห็นสม มิใช่เทศกาลร้อนก็ร้อนระงม มิใช่เทศกาลลมลมก็พัด มิใช่เทศกาลหนาวก็หนาวพ้น  มิใช่เทศกาลฝนฝนก็อุบัติ ทุกต้นไม้หย่อมหญ้าสารพัด เกิดวิบัตินานาทั่วสากล เทวดาซึ่งรักษาพระศาสนา จะรักษาแต่คนฝ่ายอกุศล สัปบุรุษจะแพ้แก่ทรชน มิตรตนจะฆ่าซึ่งความรัก ภรรยาจะฆ่าซึ่งคุณผัว  คนชั่วจะมล้างผู้มีศักดิ์  ลูกศิษย์จะสู้ครูพัก  จะหาญหักผู้ใหญ่ให้เป็นผู้น้อย ผู้มีศีลจะเสียซึ่งอำนาจ นักปราชญ์จะตกต่ำต้อย กระเบื้องจะเฟื่องฟูลอย   น้ำเต้าอันลอยนั้นจะถอยจม ผู้มีตระกูลจะสูญเผ่า เพราะจัณฑาลจะเข้ามาเสพสม ผู้มีศีลนั้นจะเสียซึ่งอารมณ์เพราะสมัครสมาคมด้วยมารยาฯ”  และ กล่าวอีกว่า “ในไตรภูมิวินิจยกถาในสมัยพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้แสดงคติบทบาทของผู้ปกครองที่สัมพันธ์กับความเป็นไปของบ้านเมืองสังคมไว้อย่างแจ่มชัดดังนี้  ถ้าท้าวพระยาทั้งปวงไม่เป็นธรรม  พระยาอุปราชและเสนาบดีแล  เศรษฐีทั้งปวงไม่เป็นธรรมแล้วไพร่ฟ้าประชากรชาวพระนครแต่บรรดาผู้อยู่ในเขตแคว้นทั้งปวงนั้นก็จะไม่เป็นธรรมตลอดทั้งขอบขันฑสีมา ฝ่ายเทพดาที่พิทักษ์รักษามนุษย์ทั้งปวงนั้น ครั้นมนุษย์ไม่เป็นธรรมแล้วก็จะพลอยเสีย จะพลอยไม่เป็นธรรมไปด้วยสิ้น ครั้นอารักษ์เทวดาไม่เป็นธรรมแล้วภูมิเทวดาที่เป็นมิตรแห่งอารักษ์เทวดานั้นก็จะพลอยไม่เป็นธรรมไปด้วยสิ้น...ฯ

          หลักพุทธธรรมในธรรมาภิบาลในสมัยรัตนโกสินทร์ ได้รับการยืนยัน    จากงานของ สุนทรีย์ อาสะไวย์  ในการศึกษาอุดมการณ์พระศรีอาริยะถึงกบฏผู้มีบุญภาคอีสาน ซึ่งสุนทรีย์ ได้กล่าวไว้ในเอกสารการสัมมนาสองทศวรรษรัตนโกสินทร์ความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยว่า(สุนทรีย์ อาสะไวย์, 2524:14) “...ถึงแม้ว่าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจักได้พยายามแก้ไขปัญหาระบบราชการหลายประการทั้งในด้านการปฏิรูปโครงสร้าง การจัดการศึกษาเพื่อสร้างผู้มีคุณสมบัติเป็นข้าราชการ การส่งเสริม การปลูกฝังศีลธรรม จรรยา แต่ปัญหาการขาดคุณธรรมของข้าราชการ โดยเฉพาะในด้านการแสวงหาผลประโยชน์โดยอาศัยตำแหน่งหน้าที่ทางราชการก็ยังเป็นปัญหาเรื้อรังของสังคมไทยและหลายครั้งก็เป็นเหตุแห่งความไม่สงบของบ้านเมือง ในการต่อสู้ของขบวนการผู้มีบุญภาคอีสานระหว่าง พ.ศ. 2444-2445 ผู้ก่อการได้แสดงเหตุผลของการรวมกันต่อสู้กับเจ้าหน้าที่บ้านเมืองว่าเนื่องจากการปกครองที่ปราศจาก “ทัสสาราชธรรม” ของผู้ปกครองหัวเมืองเป็นต้นว่า  “...อุผิเก็บเอาข้าวไพร่ได้ล้านได้น้อยปล่อยเอานัดให้เขาฉิบหาย คันว่าเอาเสียก็เก็บเอา แถมเอามาเป็นข้าวของอาณาประโยชน์แห่งตน... กะให้แก่กันว่าได้ข้าวของแห่งเขาแล้วก็ยินดีก็เอาไปสู่ปันกันกินและโทษอันนี้ก็ผิดฮีตบ้านคองเมือง... เพราะท้าวพระยาไม่ชอบทัสสาราชธรรม...”นอกจากนี้จากการศึกษาของเหรียญ ศรีจันทร์ และเนตร พูนพิพัฒน์( 2517:55)ได้พบว่าการกบฏ เมื่อ ร.ศ.130 มีเหตุมาจากความไม่พอใจสภาพสังคมโดยเฉพาะปัญหาระบบราชการ ดังเช่นความเห็นของผู้ก่อการกบฏ ที่ว่า เจ้าหน้าที่ปกครองนับตั้งแต่ต้นจนถึงปลายแถวจะเป็นหลักแหล่งที่พึ่งพิงอย่างจริงจังได้ยาก นอกจากเป็นสมัครพรรคพวกที่ได้รับประโยชน์ร่วมกัน

          แต่วัฒนธรรม ค่านิยม และความเชื่อดังกล่าวค่อยๆ เปลี่ยนไปเมื่อผู้ปกครองของไทยได้แยกหลักนิติธรรมออกจากหลักศาสนธรรมนับตั้งแต่ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่(รัชกาลที่4) เป็นต้นมา ในปัจจุบันความรู้จึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของคุณธรรมหรือความรู้คู่ธรรมเท่านั้น

          3.2 แก่นพุทธธรรมในธรรมาภิบาล  พระพุทธศาสนาได้ให้หลักธรรมะเพื่อการยกระดับจิตใจมนุษย์ ให้หลุดพ้นจากความคิดที่ไม่ถูกต้อง ไม่งามโดยพื้นฐาน (อกุศลมูล)  การเกื้อกูล การเสียสละให้แก่ผู้อ่อนแอกว่า(ทานมัย)  การ ยกระดับจิตใจจากปุถุชนให้สูงขึ้นสู่ความเป็นอริยะชนมีความโปร่งใส ตลอดทั้งเกื้อกูลซึ่งกันและกัน เพราะเห็นว่าสรรพสัตว์ตกอยู่ภายใต้สามัญลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาด้วยกัน  สัตว์ทุกหมู่เหล่าจึงควรเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บตาย ควรบำเพ็ญประโยชน์เกื้อกูลแก่กันและกัน ไม่ควรเบียดเบียนซึ่งกันและกัน(สีลมัย)ถือว่าดำรงอยู่ในหลักนิติธรรมและ ได้ชื่อว่าเป็นไปตามหลักคุณธรรม การทำกิจใดๆที่ประกอบไปด้วยความตั้งใจมั่น ด้วยสติ สัมปะชัญญะ จิตใจแน่วแน่ สะอาดสงบ ใช้โยนิโสมนสิการและพร้อมรับฟังการกล่าวตำหนิจากคนอื่น(ปะระโตโฆสะ)ชื่อว่า เป็นสัมมาทิฏฐิ เรียกว่า หลักการมีส่วนร่วม การเคารพคนอื่น( สมานัตตา) การพร้อมตรวจสอบตนเอง(อัตตานัง  โจทยัตตานัง ) ได้ชื่อว่า ยึดหลักความโปร่งใส หลักความรับผิดชอบ ซึ่งสอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาลสากลทั้ง 6 ด้าน ดังกล่าว

          อย่างไรก็ตามประเด็นสำคัญที่ผู้ศึกษาได้ตั้งข้อสังเกตไว้คือ หลักธรรมาภิบาลที่ใช้ในบริบทสากลมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญกับธรรมาภิบาลในบริบทไทยดั้งเดิมและบริบทพุทธธรรมดังนี้คือ หลักธรรมาภิบาลในบริบทสากลเน้นไปที่โครงสร้าง การปฏิบัติตามกฎระเบียบ/ข้อบังคับที่กำหนดขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษร เน้นการมีประสิทธิภาพ ความคุ้มค่าต่อต้นทุน แต่หลักธรรมาภิบาลในบริบทไทยดั้งเดิมจะเน้นตัวบุคคล ที่ต้องเป็นคนดี มีคุณธรรม เพราะถ้าคนไม่ดี ไม่มีคุณธรรมจะส่งผลต่อสภาวะแวดล้อมทั้งปวงรวมทั้ง บ้านเมือง ดิน ฟ้า อากาศจะเกิดอาเพศไปต่างๆ นานาด้วย

          ส่วนหลักธรรมาภิบาลในมิติพุทธธรรมนั้นได้เน้นไปที่ทั้งโครงสร้าง และตัวบุคคลโดยให้น้ำหนักลงไปที่ตัวบุคคล ที่ต้องเป็นคนดี มีคุณธรรม ซึ่งการเป็นคนดี มีคุณธรรมนั้นสามารถพัฒนาได้จากปริมาณสู่คุณภาพจากปุถุชนไปสู่ความเป็นคนดี(สาธุชน)  แล้วก้าวขึ้นไป สู่ความเป็นอริยะชนและเป็นอรหันต์ได้ในที่สุด ซึ่งการยกระดับนี้ ใช้หลักธรรมคือ อริยสัจ 4 และมรรคมีองค์ 8 เป็น เครื่องมือที่สำคัญ

          3.3  องค์การบริหารส่วนตำบลคำแคนกับธรรมาภิบาลในมิติพุทธธรรม การปฏิบัติงานทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติของ อบต. คำแคนค่อนข้างครบถ้วนตามภารกิจที่กฎหมายกำหนดไว้ แต่วิธีคิด วิธีทำงานยังติดอยู่ในระบบราชการล้าหลัง การตัดสินใจยังอยู่ในวงจำกัดเฉพาะ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล รองนายก และปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลเป็นสำคัญ ยังไม่ได้เป็นไปตามเจตนารมณ์ ของการกระจายอำนาจเพราะกระบวนการการมีส่วนร่วมที่เป็นหัวใจของการพัฒนาที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้องค์กรท้องถิ่นได้แก้ไขปัญหาอย่างสอดคล้องและเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน   ยังให้ภาคประชาชน มีส่วนร่วมอยู่ในระดับ ร่วมรับฟัง และร่วมปฎิบัติเป็นส่วนใหญ่ ยังไม่สามารถก้าวไปสู่การกำหนดทิศทาง แผนงาน โครงการต่างๆตามที่โกวิทย์ พวงงาม และชูศักดิ์ เที่ยงตรงได้ศึกษาไว้อย่างแท้จริง  และหลักการสำคัญคือการบริหารงาน ยังไม่เป็นไปตามหลักพุทธธรรมซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานที่มีอยู่ในหลักธรรมาภิบาล คือ  ต้องประกอบไปด้วยหลักนิติธรรม หลักคุณธรรม คุ้มค่า โปร่งใส มีความรับผิดชอบมีส่วนร่วม จึงจะเอื้อประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่ซึ่งเป็นเจตนารมณ์ของพระพุทธเจ้าที่ประกาศเป็นปฐมโอวาทแก่ภิกษุ 60 รูป ก่อนส่งไปประกาศพระสัทธธรรมดังปรากฏในพระวินัยปิฎก มหาวรรคเล่มที่ 1ข้อ 32 หน้า41ว่า  “ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย…พวกเธอจงเที่ยวจาริกไปเพื่อประโยชน์และความสุขแก่คนหมู่มาก .... จงแสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด จงประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะครบ บริสุทธิ์ บริบูรณ์ สัตว์ทั้งหลายจำพวกที่มีธุลีคือกิเลสในจักษุน้อยมีอยู่ เพราะไม่ได้ฟังธรรมย่อมเสื่อม ผู้รู้ทั่วถึงธรรมจักมี  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้เราก็จักไปยังตำบลอุรุเวลาเสนานิคมด้วยเหมือนกัน” นอกจากนั้น ทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติยังมีการเล่นพรรคเล่นพวก  มีจิตประกอบไปด้วยอคติ 4 ประการซึ่ง หลักพุทธธรรมชี้ว่า เป็นการปฏิบัติธรรมที่ไม่สมควรแก่ธรรม ดังพุทธวจนะที่ตรัสไว้ในสิงคาลกะสูตรในพระไตรปิฎกเล่มที่ 25 หน้า 164 ว่า “ ผู้ใดละเมิดธรรมเพราะรัก ชัง กลัว และหลง   ยศของเขาย่อมเสื่อม ดุจพระจันทร์ข้างแรม” 

          ดังนั้น จากข้อมูลทั้งหมดอาจกล่าวโดยสรุปว่า การกระทำกิจกรรมใดๆขององค์การบริหารส่วนตำบลคำแคนภายใต้อำนาจหน้าที่และภารกิจตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ยังให้น้ำหนักถึงหลักธรรมาภิบาลทั้ง 6 ด้าน  ซึ่งมีมาในหลักพุทธธรรมในธรรมาภิบาลน้อยมาก ทั้งนี้เนื่องเพราะปัญหา และสาเหตุหลายประการซึ่งอาจจะแบ่งได้ 2 ระดับคือ ปัญหาระดับองค์กร และปัญหาระดับสมาชิกขององค์กร ดังนี้

          1. ปัญหาระดับองค์กร เกิดจากสาเหตุที่สำคัญ 4 ประการ คือ ประการแรก  เกิดจากบริบทชุมชนในด้านสภาพทางเศรษฐกิจที่ยากจนล้าหลัง  วัฒนธรรมประเพณีที่มีความสัมพันธ์ทางเครือญาติสูงรวมทั้งคตินิยมและความเชื่อ นับถือผู้ที่จบการศึกษาสูง(การศึกษาในระบบ) ตลอดจนมีความเกรงอกเกรงใจนับถือผู้ปกครอง และระบบอุปถัมภ์ในชุมชนทั้งทางตรง และทางอ้อม ซึ่งทำให้เกิดความเกรงใจ ไม่กล้าตรวจสอบการดำเนินงานของ อบต. แบบตรงไปตรงมา  ประการที่สอง เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารของ อบต. คำแคน มีวิธีคิด  วิธีทำงานเป็นระบบราชการล้าหลังแบบรวมศูนย์การตัดสินใจอยู่ที่นายกองค์การ รองนายก และปลัด อบต.ทำให้สมาชิกมีส่วนร่วมกำหนดแผนงานโครงการและร่วมตัดสินใจค่อนข้างน้อย ประการที่สาม การดำรงตำแหน่งของปลัด อบต. ที่ไม่มีการโยกย้ายสับเปลี่ยนก่อให้เกิดการสร้างวัฒนธรรมอุปถัมภ์ สร้างอิทธิพลในองค์กรทำให้องค์กรแบ่งฝักแบ่งฝ่าย  และประการที่สี่ งบประมาณส่วนใหญ่ยังคงเน้นไปที่การสร้างวัตถุ มากกว่าพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ฟื้นฟูภูมิปัญญาท้องถิ่น และพัฒนาเยาวชน 

          2. ปัญหาระดับสมาชิกขององค์กรเกิดจากสาเหตุที่สำคัญ 4 ประการเช่นกัน กล่าวคือ ประการแรก สมาชิกขององค์กรนอกจากอยู่ภายใต้บริบททั้ง 3 ด้าน ดังกล่าวแล้ว ยังขาดการศึกษา ขาดการใฝ่รู้ระเบียบกฎเกณฑ์ กฎหมาย ทำให้ไม่มีความกล้าหาญในการโต้แย้งการทำงานที่ไม่ถูกต้องชอบธรรม  ประการที่สอง  สมาชิกองค์การห่างเหินชาวบ้าน ไม่มีการสื่อสารโดยวิธีหลากหลายมีเพียงการใช้เสียงตามสายในหมู่บ้านเท่านั้น จึงทำให้ชาวบ้านขาดพลังในการมีส่วนร่วมตรวจสอบการบริหารของอบต. และไม่ได้รับรู้อย่างเท่าทัน   ประการที่สาม สมาชิกองค์กรไม่มีวัฒนธรรมการค้นหาความต้องการจากแหล่งข้อมูลจริง ซึ่งเวลาอภิปรายในสภาหรือการแสดงความคิดเห็นจึงมักใช้ความเห็นและความต้องการส่วนตัวจึงทำให้ไม่มีน้ำหนักไม่ควรแก่การรับฟัง และประการที่สี่ ผู้บริหารองค์กรและสมาชิกองค์มีผลประโยชน์ทับซ้อน กล่าวคือทั้งสองฝ่ายได้พึ่งพิงการเงิน หรือทรัพยากรอื่นๆในการเข้าสู่อำนาจรวมทั้งเสียงสนับสนุนจากสมาชิกหรือการมีผลประโยชน์ร่วมในการรับเหมาเช่นการหาผลประโยชน์จากโครงการต่างๆ จึงทำให้ขาดความกล้าหาญทางจริยธรรมในการตรวจสอบซึ่งกันและกัน              

           บทสรุป จากที่ได้กล่าวมาข้างต้น ผู้ศึกษาเห็นว่า การทำให้อบต. มีการบริหารงานตามหลักพุทธรรมในธรรมาภิบาล จำเป็นต้องมีแนวทางและมาตรการในการควบคุมการบริหารงานของ อบต. ให้โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการ การพัฒนาของ อบต. โดยร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ ร่วมตรวจสอบ และร่วมรับผลประโยชน์ทุกขั้นตอนได้อย่างอิสระ

4.ข้อเสนอแนะระดับนโยบายและองค์การบริหารส่วนตำบล

      4.1  ข้อเสนอแนะ ระดับนโยบาย

       1.   การกระตุ้นให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้พยายามลด ละ เลิกวิธีคิด วิธีทำงาน ที่จำลองความเป็นเจ้าขุนมูลนายจากส่วนกลางและให้มีการรับฟังความคิดความเห็นจากภาคประชาสังคมอย่างจริงจัง จริงใจด้วยเป็นความจำเป็นในระดับต้นๆ

       2.  เพื่อเพิ่มพลังอำนาจให้กับท้องถิ่นอย่างแท้จริง จึงควรกระจายอำนาจศาลปกครองไปสู่การจัดตั้งศาลปกครองท้องถิ่น ซึ่งมีเขตอำนาจศาลเพื่อยับยั้ง ยกเลิก เปลี่ยนแปลงมติ ข้อบัญญัติ แผนงานหรือโครงการ หรือถอดถอนเจ้าหน้าที่ หรือพนักงานของรัฐ รวมทั้งบุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ หากบุคลดังกล่าวไม่นำพาต่อมติประชาคม ตลอดจนโครงการหรือข้อบัญญัติใดๆที่อาจทำให้ประชาคมและหรือฐานทรัพยากรท้องถิ่นถูกทำลาย หรือถูกทำให้เสียหายทั้งหมด หรือแต่บางส่วน

       3.  เพื่อให้สอดคล้องกับอำนาจหน้าที่ตามข้อ 2 และเพื่อเพิ่มพลังชุมชนให้เข้มแข็ง(Community Empowerment) องค์กรชุมชนและประชาคมควรได้รับการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลและให้ถือว่าเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา อีกทั้งรัฐบาลกลางควรมีนโยบายจัดตั้งกองทุนสนับสนุนองค์กรชุมชน หรือประชาคมท้องถิ่น เพื่อสร้างกิจกรรมทั้งทางด้านเศรษฐกิจชุมชน พัฒนาคุณภาพชีวิตและฐานทรัพยากรท้องถิ่น จนกว่าองค์กรเหล่านั้นจะมีความเข้มแข็งและสามารถพึ่งตนเองได้

       4. เพื่อสร้างดุลภาพความรู้ในบริบททุนนิยม กระแสโลกาภิวัตน์ บริโภคนิยม รัฐบาลกลาง ควรจัดตั้งสภาตุลาการหมู่บ้านที่มาจากการเลือกตั้งจากปราชญ์ชาวบ้านและหรือตัวแทนจากประชาคมที่มีความรู้ความสามารถและมีอำนาจหน้าที่ให้คำปรึกษาและยับยั้งมติหรือแผนงานหรือโครงการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่อาจจะขัด หรือแย้ง หรือทำลายฐานทรัพยากรท้องถิ่น

       5.  เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดวัฒนธรรมการสร้างกลุ่ม สร้างอิทธิพลในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลควรมีการกำหนดวาระสับเปลี่ยนโยกย้ายตามความเหมาะสม

       

      4.2  ข้อเสนอแนะ ระดับองค์การบริหารส่วนตำบล 

       1.  องค์การบริหารส่วนตำบลควรสร้างบรรยากาศการบริหารงานให้เป็นองค์กรของประชาชนมากขึ้น

       2.   องค์การบริหารส่วนตำบลควรต้อง แจ้ง งบประมาณ แผนงาน โครงการ กิจกรรมต่างๆต่อชุมชนโดยการใช้สื่อที่หลากหลายมากขึ้นเช่น เสียงตามสาย แผ่นป้าย จัดทำซุ้มปิดประกาศ และรถประชาสัมพันธ์เคลื่อนที่และอื่นเป็นต้น 

       3.   องค์การบริหารส่วนตำบลควรมีการจัดเวทีประชาคมในพื้นที่อย่างสม่ำเสมอ

       4. สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลจะต้องได้รับการยกระดับโดยผ่านกระบวนการฝึกอบรมให้เข้าใจกฎระเบียบ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารอย่างแจ่มแจ้ง 

    บรรณานุกรม 

    กระมล ทองธรรมชาติ.แผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น. เอกสารประกอบการสัมมนาวิชาการ เนื่องในวันปกรณ์’43,2543.

    กรมการศาสนา.พระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับหลวงเล่มที่25.กรุงเทพมหานคร:กรมการศาสนา,(ม.ป.ป. ).

    กรมการศาสนา.พระวินัยปิฎก มหาวรรคเล่มที่1.ข้อ32. กรุงเทพมหานคร:  กรมการศาสนา,(ม.ป.ป. ).

    โกวิทย์  พวงงาม.อบต. ในกระบวนทัศน์ใหม่  พัฒนาสร้างเครือข่ายและเสริมสร้าง ความเข้มแข็ง.กรุงเทพมหานคร :เสมาธรรม, 2544. 

    ชูศักดิ์    เที่ยงตรง.การบริหารการปกครองท้องถิ่นไทย. กรุงเทพมหานคร:มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,    (ม.ป.ป.).

    วุฒิสาร  ตันไชย.การกระจายอำนาจการปกครองส่วนท้องถิ่น. กรุงเทพมหานคร:มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,2544.                       

    สมเกียรติ  วันทะนะ.สังคมศาสตร์ตามแนวพุทธศาสตร์เปรียบเทียบกับสังคมศาสตร์ตามแนวตะวันตก. เอกสารประกอบการประชุมวิชาการ. สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ, 2510.

    สุนทรีย์ อาสะไวย์.จากอุดมการณ์พระศรีอาริย์ถึงกบฏผู้มีบุญภาคอีสาน. เอกสารประกอบการสัมมนาสองศตวรรษรัตนโกสินทร์ : ความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2524. 

เหรียญ  ศรีจันทร์ และเนตร พูนวิวัฒน์.กบฎร.ศ.130. กรุงเทพมหานคร:คัมภีร์,2515.

ความเห็น
ค้นหา
แสดงความคิดเห็นได้เฉพาะสมาชิกเท่านั้นนะครับ
Joomlacomment

Joomlacomment

ปรับปรุงล่าสุด วันอาทิตย์ที่ ๑๐ กรกฏาคม ๒๕๕๔ เวลา ๐๔:๐๗ น.